อ่านตอนนี้แล้ว อ้ากกกกกก!!! รักจริงมันต้องอย่างนี้!!! โดนใจมากมาย
บางทีคนเราก็ทำแข็งแกร่งทั้งที่จริงๆอ่อนแอเกินจะบอก...
ส่วนเรื่องจะไปแต่งนิยายออริตามสบายเถอะค่ะ ^^ ยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้ค่อยเข้ามาอ่าน
ขอนับถือพี่นัทเลยว่ายังมีแรงที่จะแต่งฟิคต่อ ซึ่งหนูรู้สึกหมดแรงไปซะแล้ว เ็ฮ้อ~
ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ค่ะ
Toggle shoutbox Houkago Teatime by ศอร. (ศูนย์อำนวยการร้านน้ำชา)
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
FanFic{Kono-Setsu} : Two Hearts
Started by RayChan(ナット), Oct 02 2009 07:40 PM
145 replies to this topic
#141
Posted 02 January 2011 - 09:38 PM

"เห็นเงาในตาฉันไหม เห็นเธออยู่ในนั้นไหม รู้ใจกันบ้างไหม ว่าฉันนั้นคิดอะไร"
"เห็นเธอมานานรู้ไหม ไม่เคยมองใครที่ไหน ขอเพียงสักครั้ง แค่หันมาสบตาครั้งเดียวก็พอ"
#142
Posted 10 January 2011 - 03:59 PM
‘หากเซ็ตจังจะทิ้งฉันไป ฉันอยากให้เขาไปกับคนที่รักเขา
อาประโยคนี้มัน.... >_< เพิ่งเข้ามอ่านฝากตัวด้วยค่ะ
อาประโยคนี้มัน.... >_< เพิ่งเข้ามอ่านฝากตัวด้วยค่ะ
#143
Posted 07 April 2011 - 02:42 PM
บทที่ 22
‘หรือว่า…คุณรักเซ็ตจัง?’
คำถามที่ทำให้หัวใจกระตุกวูบ
‘เปล่านี่คะ…ฉันเห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น’
คำโกหก…ที่ทำร้ายให้ตัวเองต้องเจ็บปวด
…แต่มีใครคนหนึ่ง ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเพราะคำโกหกนั้น…
ทว่า…คนๆนั้นเองก็เป็นคนพูดโป้ปดมาตลอดเช่นกัน หลอกลวงคนอื่นด้วยคำโกหกที่สวยหรู อ่อนโยน
หลอกลวงแม้แต่กับตนเอง
----------------------
ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนจากสีครามสดใส กลายเป็นสีส้มอ่อน พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า โบกมือลาหมู่เมฆไปทุกที
อาคารเรียนไม่มีใครอีกแล้ว แม้แต่ในห้องชมรมศิลปะที่เคยมีเด็กสาวสองคนโต้เถียงกัน ทว่า…กลับมีเด็กสาวผมดำยืนอยู่หน้าห้อง
เซ็ตซึนะยืนนิ่งเช่นนั้นมาได้ซักพัก หลังจากที่มิซึกิเก็บข้าวของออกจากห้องตามหลังโคโนกะไปไม่นาน มิซึกิตัดสินใจขนของกลับไปทำต่อที่อพาร์ทเมนต์ของตน เธอสับสนเกินกว่าจะทำงานของชมรมต่อ
หลังจากที่ร่างของเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มออกไปแล้ว เซ็ตซึนะก็โผล่มาจากข้างห้อง…นักดาบสาวผมดำยืนหน้าห้องนี้เป็นเวลานานแล้ว
หลังจากที่ชมรมเลิก เซ็ตซึนะก็ตรงดิ่งมาที่ห้องชมรมศิลปะทันที จากคำบอกเล่าของรุ่นน้องในชมรม ที่บอกว่ามิซึกิมีงานของชมรมศิลปะที่จะต้องส่ง ขณะที่สาวเท้าเดินมาตามทางเดิน เธอก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังลอดออกมา
‘หรือว่า…คุณรักเซ็ตจัง?’
เสียงคนรักของเธอนั่นเอง! เซ็ตซึนะถึงกับชะงักฝีเท้าแทบจะในทันที ใบหน้าเงียบขรึมเปลี่ยนเป็นสีซีด ดวงตาเบิกกว้าง
โคโนจัง!?! ในห้องชมรมศิลปะ!?!
นักดาบสาวนิ่งงัน ในห้องชมรมศิลปะจะมีใครไปไม่ได้ นอกจากมิซึกิแน่ๆ! นั่นทำให้เซ็ตซึนะหัวสมองว่างเปล่า สับสนจนทำอะไรไม่ถูก ประเมินสถานการณ์ต่างๆในวินาทีนั้นได้แทบจะในทันที และยิ่งประโยคคำถามของคนรักนั่นอีก!
‘เปล่านี่คะ…ฉันเห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น’
คำกล่าวเสียงเรียบของมิซึกิดังลอดออกมา
นั่นทำให้ดวงตาที่เบิกกว้างของเซ็ตซึนะกระตุกวูบ…เสียงราบเรียบของมิซึกิที่ดูเย็นชา…ประโยคนั้นก้องสะท้อนในหัวของนักดาบสาว
‘ฉันเห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น…เห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น…เครื่องมือ…เท่านั้น ’
เซ็ตซึนะทำท่าจะถอยออกห่างจากประตู ทว่า ขณะที่ก้าวถอยหลัง เหมือนร่างกายเธอหมดแรงเอาดื้อๆ…นักดาบสาวที่แข็งแกร่งแทบจะทรุดตัวลงไปกองกับพื้นราวกับคนอ่อนแอ
สิ่งต่างๆประดังเข้ามาเร็วเกินไป…จนเซ็ตซึนะรับไม่ไหว สมองตีกันไปมา ความคิดที่วกวน คำถามที่มากมาย คนสองคน โคโนกะ…มิซึกิ
ขณะที่ตั้งสติได้ในวินาทีนั้น มือก็เอื้อมไปคว้าขอบหน้าต่างอาคารเอาไว้ได้ เซ็ตซึนะพยายามยันตัวขึ้นยืน ร่างกายชา ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อพร่างพราว มือเย็นเฉียบ
เธอไม่รู้จะยังไงในสถานการณ์แบบนี้…ได้แต่ยืนอยู่หน้าห้องเงียบๆ เพราะแม้อยากจะถอยหลังยังไง ขาก็ก้าวไม่ออกแล้ว
แม้กระทั่งการสนทนาของคนทั้งคู่จบลงไปแล้ว เซ็ตซึนะก็ยังคงยืนนิ่งเงียบๆ นักดาบสาวหลบข้างห้องเวลาที่โคโนกะ หรือ มิซึกิเดินออกมาจากห้องชมรมศิลปะ แต่ก็ยังคงไม่ยอมไปไหน สุดท้ายก็เดินมายืนที่หน้าห้องเช่นเดิม
ฉันจะทำยังไงดี?...จะทำอะไร?
คำถามนี้วนไปมาในหัวของนักดาบสาวเป็นร้อยๆรอบ แต่ก็ไม่มีคำตอบ จนกระทั่ง…เซ็ตซึนะสะบัดศีรษะไปมา...มือที่ชุ่มชื้นกำหมัดแน่น เรียกความมั่นใจให้ตนเอง
“ เป็นแค่เครื่องมือ…แล้วยังไงล่ะ?...ฉันจะไปทำอะไรได้? ”
เอ่ยเบาๆกับตัวเอง…เซ็ตซึนะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ หรือ เสียใจ เหมือนจะมีทั้งสองอย่างพอๆกัน โกรธมาก…จนตัวสั่นเลยทีเดียว เสียใจมาก…จนอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ไม่รู้มีอย่างไหนมากกว่ากัน ร่างกายเลยไม่แสดงออกมาทั้งคู่
ถึงจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก็เถอะ…คิดดังนั้นแล้วนักดาบสาวก็ก้าวเท้าเร็วๆออกจากอาคารเรียน ใบหน้าฉายแววมุ่งมั่น จุดมุ่งหมายคือ ‘ปกป้องมิซึกิ’…
ใช่…ถึงตอนนี้ฉันจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร…แต่ยังมีงานสำคัญรออยู่ตรงหน้า! จะทิ้งงานไปไม่ได้! ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
ต้องปกป้องให้ได้! เพราะนั่นเป็นงาน…หน้าที่ของเรา!
…ต้องการปกป้อง เพียงเพราะหน้าที่แค่นั้นหรือ?...
นักดาบสาวรู้คำตอบนี้ดี ว่าที่เธอต้องการปกป้องมิซึกิ เป็นเพราะหน้าที่…หรือความต้องการของหัวใจ!
ระหว่างทางที่เด็กสาวสวมแว่นสายตากรอบดำ นัยน์ตาสีเขียวมรกต ผมยาวสีน้ำเงินเข้มเดินถืออุปกรณ์วาดรูปกลับอพาร์ทเมนต์ของตน เป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้าถูกฉาบด้วยสีดำ และเมฆขาวก็ถูกแทนที่ด้วยหมู่ดาวดวงเล็กๆ
มิซึกิเดินไปตามทางเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่…ห่างออกไป บนหลังคาบ้านเรือน นักดาบสาวยืนมองจากที่สูงลงมา นัยน์ตาสีรัตติกาลมองกวาดไปโดยรอบเพื่อประเมินสถานการณ์
ไม่มีอะไรผิดปกติ…เซ็ตซึนะคิดในใจ เพราะตามทางเดินที่มิซึกิเดินอยู่มีผู้คนเดินไปมาอยู่บ้าง แม้จะไม่มาก แต่ดูแล้วก็ไม่น่าเป็นห่วงนัก ก่อนที่นักดาบสาวจะหยิบกระดาษพยนต์ออกจากเสื้อนักเรียนในเวลาต่อมา
ถึงเธอจะคิดว่าไม่มีอะไรน่าห่วง แต่เซ็ตซึนะก็ไม่ยอมวางใจ อย่างน้อยๆเธอจะต้องป้องกันภัยจากทุกวิถีทาง ทำทุกอย่างให้เต็มความสามารถของเธอเท่าที่จะทำได้
นักดาบสาวพึมพำคาถาเบาๆ กระดาษพยนต์กลายเป็นร่างของเซ็ตซึนะตัวน้อยที่ลอยล่องกลางอากาศ หน้าตาน่ารักน่าชังทำให้ถูกเรียกว่า ‘เซ็ตจิ๋ว’ นักดาบสาวออกคำสั่งกับเซ็ตจิ๋วเงียบๆ ก่อนที่มันจะค่อยๆลอยเข้าไปหามิซึกิ
ขณะที่ร่างเล็กๆของเซ็ตจิ๋วค่อยๆลอยเข้าไปใกล้หลังของเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้าไปทุกที จู่ๆทันใดนั้นมิซึกิก็หันขวับมาหา
ทำให้ทั้งเซ็ตจิ๋วและผู้เป็นเจ้าของสะดุ้งด้วยความตกใจ ทั้งที่ร่างของเซ็ตจิ๋วนั้นคนธรรมดาไม่มีทางเห็นแน่ แต่ทำไมมิซึกิกลับรู้ถึงการเคลื่อนไหวได้!?!
มิซึกิมองมาที่ร่างของเซ็ตจิ๋วเต็มตา นัยน์ตาสีเขียวกลมโต ใบหน้าหวานแฝงแววฉงน เซ็ตจิ๋วลอยไปทางไหน เด็กสาวก็จ้องมองตามไปอยู่ดี ทำให้หน้าตาน่ารักน่าชังเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด…เหมือนกับตัวเจ้าของที่ใบหน้าเปลี่ยนสีและดูเหมือนว่าจะมีเหงื่อชุ่มเสียด้วย
“ ทำไมรู้สึกเหมือนมีใครอยู่แถวนี้…? ” มิซึกิไม่พูดเปล่า ยกมือขึ้นมาวัดขนาดและความสูงของเซ็ตจิ๋วด้วย ซึ่งเธอวัดได้พอดีเป๊ะเลยทีเดียว!
แต่คำพูดนั้นก็ทำให้หน้าของเซ็ตซึนะค่อยมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เพราะอย่างน้อยมิซึกิก็ไม่ได้เห็นตัวกระดาษพยนต์ที่เป็นร่างแยกของเธอ
มิซึกิอาจจะเป็นคนมีสัมผัสที่หกสูงในเรื่องของวิญญาณ หรือเป็นคนที่ความรู้สึกไวก็ได้ ไม่งั้นก็เหลือเพียงแค่อย่างเดียวกับสาเหตุที่ทำให้รู้สึกถึงตัวเซ็ตจิ๋วได้ คือ…เธอมีพลังเวทมนต์!
เซ็ตซึนะพึมพำคาถาในเวลาต่อมา ร่างเล็กๆของเซ็ตจิ๋วหายวับไป ปรากฏเป็นกระดาษพยนต์ขึ้นมาแทนที่ กระดาษพยนต์นั้นนักดาบสาวร่ายคาถาให้มันล่องหนเอาไว้แล้ว ก่อนที่มันจะลอยกลับมาหาเจ้าของ
นักดาบสาวเก็บกระดาษพยนต์เข้ากระเป๋าเสื้อ ในเมื่อเธอใช้กระดาษพยนต์กับมิซึกิไม่ได้ เธอจึงจำเป็นที่จะต้องตามด้วยตัวเอง
ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดี…นักดาบสาวคิดในใจ ระหว่างติดตามมิซึกิที่ใกล้จะเดินถึงอพาร์ทเมนต์ของตนแล้ว
ทว่าเซ็ตซึนะคงจะต้องผิดหวัง เพราะจู่ๆมิซึกิที่เดินอยู่นั้นกลับทรุดลงกับพื้นในเวลาต่อมา! อุปกรณ์วาดเขียนที่ถืออยู่หล่นกระจายเต็มพื้น
“ คุณมิซึกิ!?! ” นักดาบสาวเผลอร้องออกมาด้วยความตกใจ เธอกวาดตามองโดยรอบเผื่อจะมีใครแถวนั้นช่วยมิซึกิแทนเธอ ทว่า…กลับไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว!
“ อุ๊บ! อึ่ก! ” ทางด้านมิซึกิที่กำลังโดนโรคเดิมเล่นงานส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด มือเรียวขาวกุมหัวใจแน่น เหงื่อผุดขึ้นที่บริเวณใบหน้า ก่อนจะหอบหายใจเร็วๆ
แย่จริง! ทำไมจู่ๆถึงเกิดขึ้นมาได้!?! ยังไม่มีอาการอะไรเลยแท้ๆ!?!
มิซึกิที่แทบจะนอนบิดตัวริมถนนคิดในใจ ปกติแล้วเวลาอาการนี้กำเริบ จะมีอาการที่ทำให้เธอรู้ตัวก่อนเสมอ อีกทั้งเธอก็ไม่ได้เป็นโรคนี้มานานนับเดือนแล้ว! นับตั้งแต่ทำตามวิธีการของนักแม่นปืนสาว ทัตซึมิยะ มานะ ในครั้งนั้น
เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มหอบหายใจเร็ว หัวใจเต้น ตุบ ตุบ อย่างกับจะระเบิดออกมาให้ได้ ก่อนที่ดวงตาสีเขียวมรกตจะเบิกกว้างเมื่อเห็นไอสีดำค่อยๆแผ่ออกจากร่างกายตัวเอง
บ้าเอ๊ย…! จะออกมาทำไมตอนนี้!
ถ้าทำได้ เธอคงจะสบถคำไม่สุภาพนั้นออกมาเช่นกัน แต่ตอนนี้แม้แต่แรงจะพูด เธอยังแทบจะไม่มี นับประสาอะไรจะพูดถึงเรื่องการกลับถึงที่พักของตน…ไม่มีทาง!
มิซึกิพยายามใช้แรงที่มีอยู่น้อยนิดขวานหายาที่อยู่ในกระเป๋าเป้ใกล้ตัว เธอหยิบออกมาหลายกระปุกก่อนจะเทใส่มือ เด็กสาวทานยากระปุกละเต็มกำมือจนครบทุกชนิด แต่ดูเหมือนจะไม่ช่วยให้อะไรมันดีขึ้น
ไอสีดำที่แผ่ออกมารอบตัวนั้น กระจายไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว…ความเร็วในการแผ่ขยายของมันเร็วกว่าปกติที่เคยเป็นกว่าสามสี่เท่าเลยทีเดียว
“ นั่นมัน?...อะไรกันน่ะ!?! ” เซ็ตซึนะที่อยู่ห่างออกไปถึงกับตะลึงงัน นักดาบสาวตกใจถึงขนาดของไอสีดำที่กระจายเป็นวงกว้างอย่างน่ากลัว…มันดำมืด มืดสนิทยิ่งกว่าความมืดของกลางคืนเสียอีก!
ทันใดนั้นนักดาบสาวก็ตัดสินใจพุ่งตัวลงไปหามิซึกิทันที ไม่สนใจความมืดที่ออกมาจากรอบตัวมิซึกิว่ามันจะเลวร้ายกับตัวเองหรือเปล่า…ที่จริงคงต้องพูดว่า สมองเธอไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากการช่วยคนตรงหน้าให้ได้ก่อน!
“ คุณมิซึกิ!!! ” ร้องเรียกชื่อดังลั่นพร้อมกับพุ่งฝ่าความมืดเข้าไป
ทันทีที่เข้าสู่อาณาเขตของไอความมืด นักดาบสาวรู้สึกตัวหนักอึ้งอย่างประหลาด ราวกับร่างกายมีตุ้มถ่วงน้ำหนักข้างใน แถมคลื่นบรรยากาศภายในทำให้นักดาบสาวถึงกับตกตะลึง
นี่มัน!?!...บรรยากาศคล้ายกับพลังเวทมนต์แห่งความมืดของคุณเอวาเจลีนเลย!?!
แต่ว่า…ความกดดันของมันมีมากกว่าหลายเท่า! เพราะพลังเวทย์ในร่างของคุณมิซึกิ เป็นพลังเวทย์ด้านความมืดแท้ๆ! ไม่ใช่พลังเวทย์ของนักเวทย์ทั่วไปที่มีความเป็นกลาง เหมือนอย่างโคโนจังหรือว่าคุณครูเนกิ!
“ คะ…คุณมิซึกิ! ” เซ็ตซึนะร้องเรียกเด็กสาวอีกครั้ง ขณะพยายามเดินเข้าไปให้ถึงตัวมิซึกิด้วยร่างกายหนักอึ้งนั่น เสียงร้องของนักดาบสาวครั้งนี้ดังพอที่จะทำให้มิซึกิที่นอนบิดไปมาค่อยๆหันมา
ดวงตาของเด็กสาวปรือด้วยความเหนื่อยอ่อน เสียงร้องเรียกนั้นดังแว่วไกลๆ สติที่เลือนลางทำให้จำไม่ได้ว่าเป็นเสียงของใคร รู้แค่ว่ามีคนเรียกชื่อตัวเองเท่านั้น นัยน์ตาที่พยายามจ้องมองมาทางเซ็ตซึนะพร่าเลือน
ใคร?...ใครกัน?
ฟ้าว! ครืน!
จู่ๆทันใดนั้น ความมืดที่กระจายออกก็พุ่งกลับเข้าร่างของมิซึกิเช่นเดิม ลมกรรโชกปะทะร่างของนักดาบสาวอย่างรุนแรง ทันทีที่ไอความมืดกลับสู่เจ้าของร่าง เซ็ตซึนะที่เดินได้เป็นปกติก็แทบจะพุ่งเข้าไปหาเดี๋ยวนั้น
“ คะ…คุณมิซึกิ! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ!?! ” ร้องเรียกบุคคลตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง สีหน้าของเซ็ตซึนะฉายแววกังวลจนเห็นได้ชัด เธอประคองร่างเล็กตรงหน้าที่เหนื่อยอ่อนเต็มที
“ คุณ…เป็น…ใคร? ” มิซึกิเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบาปนหอบหายใจแรง จู่ๆเธอก็ชะโงกตัวไปข้างหน้า มือกุมริมฝีปาก
“ อุ๊บ! แค่ก! แค่ก! ” เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มไอออกมาอย่างรุนแรง ซ้ำยังมีเลือดสีแดงสดหยดลงที่พื้นอีกด้วย แถมปริมาณของเลือดที่ออกมาไม่ใช่น้อยๆเลยทีเดียว
เทียบกับอาการครั้งหลังสุด…ไอดำมือแผ่ขยายออกมามากกว่าเดิมถึงสามสี่เท่า เลือดที่ออกมาจากอาการไอก็มีปริมาณมากกว่าเดิมถึงสามเท่าเลยทีเดียว อาการครั้งนี้สาหัสกว่าที่แล้วมามาก เป็นผลจาก ‘คาถาควบคุมพลัง’ ของทัตซึมิยะหาข้อมูลมาให้ มันเป็นผลข้างเคียงที่นักแม่นปืนสาวเคยเตือนเอาไว้
‘มันอาจจะไม่ได้ผลดีนัก เพราะมนต์ที่ฉันเอามาให้เป็นเพียงคาถาควบคุมพลังไม่ให้ไหลออกมาเกินจำเป็น’
‘แต่มีข้อเสียที่ว่า วิธีนี้แม้จะทำให้เธอควบคุมมันได้ก็จริง แต่ระวังมันจะควบคุมเธอแทน เพราะการที่เธอกดมันเข้าไว้ในตัว ไม่ได้ปล่อยให้พลังออกมานั่นแหละ’
วิธีการนั้นทำให้มิซึกิกดพลังไม่ให้มันไหลออกมาได้ก็จริง แต่พอกดไว้ไม่อยู่ นานเข้าพอมันเกิดการเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง มันก็ทะลักออกมา จนควบคุมยากกว่าเดิม
“ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ คุณมิซึกิ!?! ไปโรงพยาบาลดีมั้ยคะ!?! ” นักดาบสาวถามด้วยความร้อนรนเมื่อเห็นอาการไอเป็นเลือดของเด็กสาวตรงหน้า
มิซึกิส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง พยายามส่งเสียงว่า “ ไป…โรงพยาบาล…ไม่ได้ ”
“ ทำไมคะ!?! ”
“ เพราะ…เพราะว่า…มันรักษา…ไม่ได้น่ะสิคะ ” สิ้นคำพูดที่แผ่วเบา มิซึกิเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังพยุงร่างเธออยู่ ภาพตรงหน้ายังคงเบลอและพร่าเลือน
“ คุณ…เป็นใครคะ…? ” คำถามประโยคเดิมถูกถามอีกครั้ง
สิ้นคำถาม เซ็ตซึนะถึงกับนิ่งเงียบ…เธอไม่รู้จะตอบยังไง ไม่รู้ว่า…จะตอบดีหรือไม่
“ ฉัน… ” พึมพำออกมาได้แค่นี้ ก่อนที่นักดาบสาวจะเปลี่ยนเรื่องทันที “ ไปที่พักของคุณก่อนเถอะค่ะ! เดี๋ยวฉันพาไป! ”
“ ขออนุญาตนะคะ ”
สิ้นคำขออนุญาต นักดาบสาวก็อุ้มร่างเล็กตรงหน้าขึ้นทันทีโดยไม่รอคำตอบ ก่อนที่จะโดดขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรี ร่างของคนทั้งคู่หายวับไปในเวลาต่อมา
เซ็ตซึนะอุ้มมิซึกิมาอยู่ตรงระเบียงของอาพาร์ทเมนต์ของเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้ม ระหว่างที่นักดาบสาวพามานั้น ดูเหมือนอาการของมิซึกิจะคลายลงแล้ว ทำให้สีหน้าของนักดาบสาวผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
เธอเปิดหน้าต่างบนระเบียง ผ้าม่านสีเทาปลิวไหวไปตามสายลมเย็นของราตรี นักดาบสาวแหวกผ้าม่านออก ก้าวเดินเข้าไปภายในห้อง
เซ็ตซึนะวางร่างของมิซึกิลงบนเตียงช้าๆ เธอตั้งใจว่าเดี๋ยวเสร็จตรงนี้จะกลับไปขนอุปกรณ์วาดเขียนของเด็กสาวกลับมาให้
นักดาบสาวกุลีกุจอหาผ้าสะอาดมาชุบน้ำ บิดหมาดๆ ก่อนจะเดินมาที่เตียง เธอนั่งลงข้างๆมิซึกิและเอาผ้าเช็ดไปที่ใบหน้าหวานของคนตรงหน้าเบาๆ เซ็ตซึนะเช็ดเหงื่อที่พร่างพราว และเช็ดคราบเลือดริมฝีปาดออก รวมถึงเช็ดตัวให้ด้วย
การกระทำต่างๆผ่านไปอย่างเงียบงัน แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาภายในห้องทำให้บรรยากาศดูวังเวง สายลมที่พัดผ่านไปมาอย่างอ่อนโยนทำให้ทุกอย่างดูเศร้าสร้อย
ระหว่างที่เซ็ตซึนะเช็ดตัวให้มิซึกินั้น ใบหน้าของนักดาบสาวเรียบเฉย ดวงตาสีดำสนิทฉายแววแปลกประหลาดจนดูไม่ออก…เธอยกแขนเรียวบางของมิซึกิขึ้นเบาๆ ลูบผ้าสะอาดเช็ดไปตามแขนอย่างเงียบๆโดยไม่พูดอะไร
จนกระทั่ง…มิซึกิค่อยๆลืมตาขึ้นมามอง เด็กสาวตาจะปิดเต็มทีเพราะความอ่อนเพลีย หากแต่เธอก็ฝืนที่จะลืมมันขึ้นมา ทำให้ภาพตรงหน้าที่ปรากฏมีแต่ความเลือนราง
หากแต่ครั้งนี้เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มพอจะมองรูปร่างออกว่าเป็นใคร
คุณ…เซ็ตซึนะ…?
“ ฉัน…กำลังฝันอยู่หรือเปล่า? ” เอ่ยถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทำให้เซ็ตซึนะหยุดการกระทำ นักดาบสาวมองใบหน้าหวานเงียบๆ ก่อนที่จะยิ้มให้น้อยๆอย่างอ่อนโยนยิ่ง
“ ค่ะ…คุณกำลังฝันอยู่ ” ตอบเสียงทุ้มนุ่ม ก่อนที่มือจะเคลื่นเข้าไปกุมมือขาวของอีกฝ่ายเอาไว้
ใบหน้าของมิซึกิปรากฏรอยยิ้มออกมา ริมฝีปากเหยียดยิ้มน้อยๆเท่าที่พยายามทำได้ในตอนนี้ ก่อนจะพึมพำว่า
“ หรอ?...งั้นนี่ก็คงจะเป็นฝันดีสินะ? ”
เซ็ตซึนะเคลื่นเข้าไปใกล้มิซึกิมากขึ้นอีก เธอละมือที่กุมเอาไว้ออก เปลี่ยนมาลูบศีรษะของเด็กสาวตรงหน้าแทน ปลายนิ้วไล่เส้นผมอย่างอ่อนโยน ก่อนจะถามกลับยิ้มๆ
“ ทำไมหรอคะ…? ”
“ ฉันดีใจ…ที่ได้อยู่กับคุณ…แม้จะแค่ในฝันก็ตาม ”
คำตอบนั้นทำให้ดวงตาของเซ็ตซึนะเบิกกว้าง ก่อนที่ใบหน้าของนักดาบสาวจะปรากฏรอยยิ้มน้อยๆเช่นเดิม หากแต่คราวนี้ดวงตามีแววเศร้าเจือปนอยู่ด้วย
“ …ฉันจะถอดแว่นให้คุณนะคะ? คุณอยากจะถอดหรือเปล่า? ” นักดาบสาวถามเสียงเบา เธอเคลื่อนมือไปจับที่ขาแว่น ก่อนจะรอคำตอบ
“ ไม่ค่ะ…ฉันอยากใส่มันเอาไว้ จะได้เห็นคุณชัดๆ… ”
“ ทำไมถึงดีใจที่มีฉันอยู่ด้วย? ”
“ เพราะว่า…ฉันน่ะ… ” คำตอบของมิซึกิที่ขาดห้วง ทำให้เซ็ตซึนะนั่งนิ่ง รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ แม้เสียงของมิซึกิจะเบาแสนเบา หากแต่เธอได้ยินทุกคำพูด
ทว่า…มิซึกิกลับไม่พูดต่อ เด็กสาวนิ่งเงียบไปชั่วครู ก่อนจะพึมพำเบาๆว่า
“ ฉันไม่อยากตื่นเลย… ”
ประโยคสุดท้ายจบลง ก่อนที่เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มจะเข้าสู่ห่วงนิทรา นักดาบสาวที่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจเล็กน้อย เธอมองหน้าเจ้าหญิงนิทราที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุข ใบหน้าหวานสวยของมิซึกิมีรอยยิ้มเล็กๆ แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าหมองเช่นกัน
เหมือนกับรอยยิ้มของเซ็ตซึนะในตอนนี้…ที่มีทั้งความสุขและความเศร้าอยู่ด้วยกัน นักดาบสาวมองใบหน้าของคนที่กำลังหลับสนิทเงียบๆ ปลายนิ้วเคลื่อนเข้าไปที่บริเวณใบหน้า…หมายที่จะสัมผัสแก้มเนียน ทว่า…มือนั้นก็ชะงักเอาไว้
ดวงตาสีรัตติกาลสั่นคลอนอย่างประหลาด…เซ็ตซึนะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้กับมิซึกิมากขึ้น กระซิบข้างหูเสียงแผ่วเบา
“ ฉันก็เหมือนกันค่ะ… ”
พูดจบ เซ็ตซึนะก็โน้มตัวลง หลับตา ก่อนจะประทับจูบลงบนริมฝีปากของมิซึกิอย่างแผ่วเบา อ่อนโยนยิ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา
ได้โปรด…อย่าตื่นขึ้นมาเลยจะได้ไหม?
เพราะฝันนี้ช่างแสนหวาน…จนไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย
แม้จะเป็นแค่ในฝัน…ฉันก็มีความสุขมากพอแล้ว
เมื่อเราเข้าสู่ห้วงแห่งนิทรา
มันนำพาเราเข้าห้วงแห่งความฝัน
ซึ่งตัวเราที่อยู่ในโลกนั้น
ต่างพากันสุขเกษมเปรมปรีดา
ตัวฉันนั้นแหวกว่ายผ่านม่านหมอก
ที่มันหลอกดวงตาอยู่ตรงหน้า
ก่อนจะโดดโลดแล่นบินไปมา
กลางนภาสีฟ้าสวยอย่างรื่นรมย์
ในโลกนั้นเราเป็นได้อย่างใจคิด
สุดวิจิตรพิสดารแต่ขื่นขม
นั่นเพราะเราจะจมอยู่ในโลกกลม
ไม่กล้ามาเชยชมโลกความจริง
---จบบทที่22---
กว่าจะเข็นบทนี้จบได้ คนแต่งต้องรอฤกษ์ รอเดือน รอตะวัน รอดวงดาวกันเลยทีเดียว เหอะๆ^^"a
กลอนสุดท้ายนั้น นัทเคยแต่งเอาไว้ส่งอาจารย์มาก่อนค่ะ พอดีเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง เลยเอามาใช้^^ แหะๆ
‘หรือว่า…คุณรักเซ็ตจัง?’
คำถามที่ทำให้หัวใจกระตุกวูบ
‘เปล่านี่คะ…ฉันเห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น’
คำโกหก…ที่ทำร้ายให้ตัวเองต้องเจ็บปวด
…แต่มีใครคนหนึ่ง ที่เจ็บปวดยิ่งกว่าเพราะคำโกหกนั้น…
ทว่า…คนๆนั้นเองก็เป็นคนพูดโป้ปดมาตลอดเช่นกัน หลอกลวงคนอื่นด้วยคำโกหกที่สวยหรู อ่อนโยน
หลอกลวงแม้แต่กับตนเอง
----------------------
ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนจากสีครามสดใส กลายเป็นสีส้มอ่อน พระอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้า โบกมือลาหมู่เมฆไปทุกที
อาคารเรียนไม่มีใครอีกแล้ว แม้แต่ในห้องชมรมศิลปะที่เคยมีเด็กสาวสองคนโต้เถียงกัน ทว่า…กลับมีเด็กสาวผมดำยืนอยู่หน้าห้อง
เซ็ตซึนะยืนนิ่งเช่นนั้นมาได้ซักพัก หลังจากที่มิซึกิเก็บข้าวของออกจากห้องตามหลังโคโนกะไปไม่นาน มิซึกิตัดสินใจขนของกลับไปทำต่อที่อพาร์ทเมนต์ของตน เธอสับสนเกินกว่าจะทำงานของชมรมต่อ
หลังจากที่ร่างของเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มออกไปแล้ว เซ็ตซึนะก็โผล่มาจากข้างห้อง…นักดาบสาวผมดำยืนหน้าห้องนี้เป็นเวลานานแล้ว
หลังจากที่ชมรมเลิก เซ็ตซึนะก็ตรงดิ่งมาที่ห้องชมรมศิลปะทันที จากคำบอกเล่าของรุ่นน้องในชมรม ที่บอกว่ามิซึกิมีงานของชมรมศิลปะที่จะต้องส่ง ขณะที่สาวเท้าเดินมาตามทางเดิน เธอก็ได้ยินเสียงคุ้นหูดังลอดออกมา
‘หรือว่า…คุณรักเซ็ตจัง?’
เสียงคนรักของเธอนั่นเอง! เซ็ตซึนะถึงกับชะงักฝีเท้าแทบจะในทันที ใบหน้าเงียบขรึมเปลี่ยนเป็นสีซีด ดวงตาเบิกกว้าง
โคโนจัง!?! ในห้องชมรมศิลปะ!?!
นักดาบสาวนิ่งงัน ในห้องชมรมศิลปะจะมีใครไปไม่ได้ นอกจากมิซึกิแน่ๆ! นั่นทำให้เซ็ตซึนะหัวสมองว่างเปล่า สับสนจนทำอะไรไม่ถูก ประเมินสถานการณ์ต่างๆในวินาทีนั้นได้แทบจะในทันที และยิ่งประโยคคำถามของคนรักนั่นอีก!
‘เปล่านี่คะ…ฉันเห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น’
คำกล่าวเสียงเรียบของมิซึกิดังลอดออกมา
นั่นทำให้ดวงตาที่เบิกกว้างของเซ็ตซึนะกระตุกวูบ…เสียงราบเรียบของมิซึกิที่ดูเย็นชา…ประโยคนั้นก้องสะท้อนในหัวของนักดาบสาว
‘ฉันเห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น…เห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือเท่านั้น…เครื่องมือ…เท่านั้น ’
เซ็ตซึนะทำท่าจะถอยออกห่างจากประตู ทว่า ขณะที่ก้าวถอยหลัง เหมือนร่างกายเธอหมดแรงเอาดื้อๆ…นักดาบสาวที่แข็งแกร่งแทบจะทรุดตัวลงไปกองกับพื้นราวกับคนอ่อนแอ
สิ่งต่างๆประดังเข้ามาเร็วเกินไป…จนเซ็ตซึนะรับไม่ไหว สมองตีกันไปมา ความคิดที่วกวน คำถามที่มากมาย คนสองคน โคโนกะ…มิซึกิ
ขณะที่ตั้งสติได้ในวินาทีนั้น มือก็เอื้อมไปคว้าขอบหน้าต่างอาคารเอาไว้ได้ เซ็ตซึนะพยายามยันตัวขึ้นยืน ร่างกายชา ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อพร่างพราว มือเย็นเฉียบ
เธอไม่รู้จะยังไงในสถานการณ์แบบนี้…ได้แต่ยืนอยู่หน้าห้องเงียบๆ เพราะแม้อยากจะถอยหลังยังไง ขาก็ก้าวไม่ออกแล้ว
แม้กระทั่งการสนทนาของคนทั้งคู่จบลงไปแล้ว เซ็ตซึนะก็ยังคงยืนนิ่งเงียบๆ นักดาบสาวหลบข้างห้องเวลาที่โคโนกะ หรือ มิซึกิเดินออกมาจากห้องชมรมศิลปะ แต่ก็ยังคงไม่ยอมไปไหน สุดท้ายก็เดินมายืนที่หน้าห้องเช่นเดิม
ฉันจะทำยังไงดี?...จะทำอะไร?
คำถามนี้วนไปมาในหัวของนักดาบสาวเป็นร้อยๆรอบ แต่ก็ไม่มีคำตอบ จนกระทั่ง…เซ็ตซึนะสะบัดศีรษะไปมา...มือที่ชุ่มชื้นกำหมัดแน่น เรียกความมั่นใจให้ตนเอง
“ เป็นแค่เครื่องมือ…แล้วยังไงล่ะ?...ฉันจะไปทำอะไรได้? ”
เอ่ยเบาๆกับตัวเอง…เซ็ตซึนะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังโกรธ หรือ เสียใจ เหมือนจะมีทั้งสองอย่างพอๆกัน โกรธมาก…จนตัวสั่นเลยทีเดียว เสียใจมาก…จนอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ไม่รู้มีอย่างไหนมากกว่ากัน ร่างกายเลยไม่แสดงออกมาทั้งคู่
ถึงจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก็เถอะ…คิดดังนั้นแล้วนักดาบสาวก็ก้าวเท้าเร็วๆออกจากอาคารเรียน ใบหน้าฉายแววมุ่งมั่น จุดมุ่งหมายคือ ‘ปกป้องมิซึกิ’…
ใช่…ถึงตอนนี้ฉันจะไม่รู้ว่าต้องทำอะไร…แต่ยังมีงานสำคัญรออยู่ตรงหน้า! จะทิ้งงานไปไม่ได้! ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
ต้องปกป้องให้ได้! เพราะนั่นเป็นงาน…หน้าที่ของเรา!
…ต้องการปกป้อง เพียงเพราะหน้าที่แค่นั้นหรือ?...
นักดาบสาวรู้คำตอบนี้ดี ว่าที่เธอต้องการปกป้องมิซึกิ เป็นเพราะหน้าที่…หรือความต้องการของหัวใจ!
ระหว่างทางที่เด็กสาวสวมแว่นสายตากรอบดำ นัยน์ตาสีเขียวมรกต ผมยาวสีน้ำเงินเข้มเดินถืออุปกรณ์วาดรูปกลับอพาร์ทเมนต์ของตน เป็นช่วงเวลาที่ท้องฟ้าถูกฉาบด้วยสีดำ และเมฆขาวก็ถูกแทนที่ด้วยหมู่ดาวดวงเล็กๆ
มิซึกิเดินไปตามทางเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้องอยู่…ห่างออกไป บนหลังคาบ้านเรือน นักดาบสาวยืนมองจากที่สูงลงมา นัยน์ตาสีรัตติกาลมองกวาดไปโดยรอบเพื่อประเมินสถานการณ์
ไม่มีอะไรผิดปกติ…เซ็ตซึนะคิดในใจ เพราะตามทางเดินที่มิซึกิเดินอยู่มีผู้คนเดินไปมาอยู่บ้าง แม้จะไม่มาก แต่ดูแล้วก็ไม่น่าเป็นห่วงนัก ก่อนที่นักดาบสาวจะหยิบกระดาษพยนต์ออกจากเสื้อนักเรียนในเวลาต่อมา
ถึงเธอจะคิดว่าไม่มีอะไรน่าห่วง แต่เซ็ตซึนะก็ไม่ยอมวางใจ อย่างน้อยๆเธอจะต้องป้องกันภัยจากทุกวิถีทาง ทำทุกอย่างให้เต็มความสามารถของเธอเท่าที่จะทำได้
นักดาบสาวพึมพำคาถาเบาๆ กระดาษพยนต์กลายเป็นร่างของเซ็ตซึนะตัวน้อยที่ลอยล่องกลางอากาศ หน้าตาน่ารักน่าชังทำให้ถูกเรียกว่า ‘เซ็ตจิ๋ว’ นักดาบสาวออกคำสั่งกับเซ็ตจิ๋วเงียบๆ ก่อนที่มันจะค่อยๆลอยเข้าไปหามิซึกิ
ขณะที่ร่างเล็กๆของเซ็ตจิ๋วค่อยๆลอยเข้าไปใกล้หลังของเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้าไปทุกที จู่ๆทันใดนั้นมิซึกิก็หันขวับมาหา
ทำให้ทั้งเซ็ตจิ๋วและผู้เป็นเจ้าของสะดุ้งด้วยความตกใจ ทั้งที่ร่างของเซ็ตจิ๋วนั้นคนธรรมดาไม่มีทางเห็นแน่ แต่ทำไมมิซึกิกลับรู้ถึงการเคลื่อนไหวได้!?!
มิซึกิมองมาที่ร่างของเซ็ตจิ๋วเต็มตา นัยน์ตาสีเขียวกลมโต ใบหน้าหวานแฝงแววฉงน เซ็ตจิ๋วลอยไปทางไหน เด็กสาวก็จ้องมองตามไปอยู่ดี ทำให้หน้าตาน่ารักน่าชังเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด…เหมือนกับตัวเจ้าของที่ใบหน้าเปลี่ยนสีและดูเหมือนว่าจะมีเหงื่อชุ่มเสียด้วย
“ ทำไมรู้สึกเหมือนมีใครอยู่แถวนี้…? ” มิซึกิไม่พูดเปล่า ยกมือขึ้นมาวัดขนาดและความสูงของเซ็ตจิ๋วด้วย ซึ่งเธอวัดได้พอดีเป๊ะเลยทีเดียว!
แต่คำพูดนั้นก็ทำให้หน้าของเซ็ตซึนะค่อยมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เพราะอย่างน้อยมิซึกิก็ไม่ได้เห็นตัวกระดาษพยนต์ที่เป็นร่างแยกของเธอ
มิซึกิอาจจะเป็นคนมีสัมผัสที่หกสูงในเรื่องของวิญญาณ หรือเป็นคนที่ความรู้สึกไวก็ได้ ไม่งั้นก็เหลือเพียงแค่อย่างเดียวกับสาเหตุที่ทำให้รู้สึกถึงตัวเซ็ตจิ๋วได้ คือ…เธอมีพลังเวทมนต์!
เซ็ตซึนะพึมพำคาถาในเวลาต่อมา ร่างเล็กๆของเซ็ตจิ๋วหายวับไป ปรากฏเป็นกระดาษพยนต์ขึ้นมาแทนที่ กระดาษพยนต์นั้นนักดาบสาวร่ายคาถาให้มันล่องหนเอาไว้แล้ว ก่อนที่มันจะลอยกลับมาหาเจ้าของ
นักดาบสาวเก็บกระดาษพยนต์เข้ากระเป๋าเสื้อ ในเมื่อเธอใช้กระดาษพยนต์กับมิซึกิไม่ได้ เธอจึงจำเป็นที่จะต้องตามด้วยตัวเอง
ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ดี…นักดาบสาวคิดในใจ ระหว่างติดตามมิซึกิที่ใกล้จะเดินถึงอพาร์ทเมนต์ของตนแล้ว
ทว่าเซ็ตซึนะคงจะต้องผิดหวัง เพราะจู่ๆมิซึกิที่เดินอยู่นั้นกลับทรุดลงกับพื้นในเวลาต่อมา! อุปกรณ์วาดเขียนที่ถืออยู่หล่นกระจายเต็มพื้น
“ คุณมิซึกิ!?! ” นักดาบสาวเผลอร้องออกมาด้วยความตกใจ เธอกวาดตามองโดยรอบเผื่อจะมีใครแถวนั้นช่วยมิซึกิแทนเธอ ทว่า…กลับไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว!
“ อุ๊บ! อึ่ก! ” ทางด้านมิซึกิที่กำลังโดนโรคเดิมเล่นงานส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด มือเรียวขาวกุมหัวใจแน่น เหงื่อผุดขึ้นที่บริเวณใบหน้า ก่อนจะหอบหายใจเร็วๆ
แย่จริง! ทำไมจู่ๆถึงเกิดขึ้นมาได้!?! ยังไม่มีอาการอะไรเลยแท้ๆ!?!
มิซึกิที่แทบจะนอนบิดตัวริมถนนคิดในใจ ปกติแล้วเวลาอาการนี้กำเริบ จะมีอาการที่ทำให้เธอรู้ตัวก่อนเสมอ อีกทั้งเธอก็ไม่ได้เป็นโรคนี้มานานนับเดือนแล้ว! นับตั้งแต่ทำตามวิธีการของนักแม่นปืนสาว ทัตซึมิยะ มานะ ในครั้งนั้น
เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มหอบหายใจเร็ว หัวใจเต้น ตุบ ตุบ อย่างกับจะระเบิดออกมาให้ได้ ก่อนที่ดวงตาสีเขียวมรกตจะเบิกกว้างเมื่อเห็นไอสีดำค่อยๆแผ่ออกจากร่างกายตัวเอง
บ้าเอ๊ย…! จะออกมาทำไมตอนนี้!
ถ้าทำได้ เธอคงจะสบถคำไม่สุภาพนั้นออกมาเช่นกัน แต่ตอนนี้แม้แต่แรงจะพูด เธอยังแทบจะไม่มี นับประสาอะไรจะพูดถึงเรื่องการกลับถึงที่พักของตน…ไม่มีทาง!
มิซึกิพยายามใช้แรงที่มีอยู่น้อยนิดขวานหายาที่อยู่ในกระเป๋าเป้ใกล้ตัว เธอหยิบออกมาหลายกระปุกก่อนจะเทใส่มือ เด็กสาวทานยากระปุกละเต็มกำมือจนครบทุกชนิด แต่ดูเหมือนจะไม่ช่วยให้อะไรมันดีขึ้น
ไอสีดำที่แผ่ออกมารอบตัวนั้น กระจายไปทั่วบริเวณอย่างรวดเร็ว…ความเร็วในการแผ่ขยายของมันเร็วกว่าปกติที่เคยเป็นกว่าสามสี่เท่าเลยทีเดียว
“ นั่นมัน?...อะไรกันน่ะ!?! ” เซ็ตซึนะที่อยู่ห่างออกไปถึงกับตะลึงงัน นักดาบสาวตกใจถึงขนาดของไอสีดำที่กระจายเป็นวงกว้างอย่างน่ากลัว…มันดำมืด มืดสนิทยิ่งกว่าความมืดของกลางคืนเสียอีก!
ทันใดนั้นนักดาบสาวก็ตัดสินใจพุ่งตัวลงไปหามิซึกิทันที ไม่สนใจความมืดที่ออกมาจากรอบตัวมิซึกิว่ามันจะเลวร้ายกับตัวเองหรือเปล่า…ที่จริงคงต้องพูดว่า สมองเธอไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นนอกจากการช่วยคนตรงหน้าให้ได้ก่อน!
“ คุณมิซึกิ!!! ” ร้องเรียกชื่อดังลั่นพร้อมกับพุ่งฝ่าความมืดเข้าไป
ทันทีที่เข้าสู่อาณาเขตของไอความมืด นักดาบสาวรู้สึกตัวหนักอึ้งอย่างประหลาด ราวกับร่างกายมีตุ้มถ่วงน้ำหนักข้างใน แถมคลื่นบรรยากาศภายในทำให้นักดาบสาวถึงกับตกตะลึง
นี่มัน!?!...บรรยากาศคล้ายกับพลังเวทมนต์แห่งความมืดของคุณเอวาเจลีนเลย!?!
แต่ว่า…ความกดดันของมันมีมากกว่าหลายเท่า! เพราะพลังเวทย์ในร่างของคุณมิซึกิ เป็นพลังเวทย์ด้านความมืดแท้ๆ! ไม่ใช่พลังเวทย์ของนักเวทย์ทั่วไปที่มีความเป็นกลาง เหมือนอย่างโคโนจังหรือว่าคุณครูเนกิ!
“ คะ…คุณมิซึกิ! ” เซ็ตซึนะร้องเรียกเด็กสาวอีกครั้ง ขณะพยายามเดินเข้าไปให้ถึงตัวมิซึกิด้วยร่างกายหนักอึ้งนั่น เสียงร้องของนักดาบสาวครั้งนี้ดังพอที่จะทำให้มิซึกิที่นอนบิดไปมาค่อยๆหันมา
ดวงตาของเด็กสาวปรือด้วยความเหนื่อยอ่อน เสียงร้องเรียกนั้นดังแว่วไกลๆ สติที่เลือนลางทำให้จำไม่ได้ว่าเป็นเสียงของใคร รู้แค่ว่ามีคนเรียกชื่อตัวเองเท่านั้น นัยน์ตาที่พยายามจ้องมองมาทางเซ็ตซึนะพร่าเลือน
ใคร?...ใครกัน?
ฟ้าว! ครืน!
จู่ๆทันใดนั้น ความมืดที่กระจายออกก็พุ่งกลับเข้าร่างของมิซึกิเช่นเดิม ลมกรรโชกปะทะร่างของนักดาบสาวอย่างรุนแรง ทันทีที่ไอความมืดกลับสู่เจ้าของร่าง เซ็ตซึนะที่เดินได้เป็นปกติก็แทบจะพุ่งเข้าไปหาเดี๋ยวนั้น
“ คะ…คุณมิซึกิ! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ!?! ” ร้องเรียกบุคคลตรงหน้าอีกครั้งหนึ่ง สีหน้าของเซ็ตซึนะฉายแววกังวลจนเห็นได้ชัด เธอประคองร่างเล็กตรงหน้าที่เหนื่อยอ่อนเต็มที
“ คุณ…เป็น…ใคร? ” มิซึกิเอ่ยถามด้วยเสียงแผ่วเบาปนหอบหายใจแรง จู่ๆเธอก็ชะโงกตัวไปข้างหน้า มือกุมริมฝีปาก
“ อุ๊บ! แค่ก! แค่ก! ” เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มไอออกมาอย่างรุนแรง ซ้ำยังมีเลือดสีแดงสดหยดลงที่พื้นอีกด้วย แถมปริมาณของเลือดที่ออกมาไม่ใช่น้อยๆเลยทีเดียว
เทียบกับอาการครั้งหลังสุด…ไอดำมือแผ่ขยายออกมามากกว่าเดิมถึงสามสี่เท่า เลือดที่ออกมาจากอาการไอก็มีปริมาณมากกว่าเดิมถึงสามเท่าเลยทีเดียว อาการครั้งนี้สาหัสกว่าที่แล้วมามาก เป็นผลจาก ‘คาถาควบคุมพลัง’ ของทัตซึมิยะหาข้อมูลมาให้ มันเป็นผลข้างเคียงที่นักแม่นปืนสาวเคยเตือนเอาไว้
‘มันอาจจะไม่ได้ผลดีนัก เพราะมนต์ที่ฉันเอามาให้เป็นเพียงคาถาควบคุมพลังไม่ให้ไหลออกมาเกินจำเป็น’
‘แต่มีข้อเสียที่ว่า วิธีนี้แม้จะทำให้เธอควบคุมมันได้ก็จริง แต่ระวังมันจะควบคุมเธอแทน เพราะการที่เธอกดมันเข้าไว้ในตัว ไม่ได้ปล่อยให้พลังออกมานั่นแหละ’
วิธีการนั้นทำให้มิซึกิกดพลังไม่ให้มันไหลออกมาได้ก็จริง แต่พอกดไว้ไม่อยู่ นานเข้าพอมันเกิดการเอ่อล้นขึ้นมาอีกครั้ง มันก็ทะลักออกมา จนควบคุมยากกว่าเดิม
“ เป็นอะไรหรือเปล่าคะ คุณมิซึกิ!?! ไปโรงพยาบาลดีมั้ยคะ!?! ” นักดาบสาวถามด้วยความร้อนรนเมื่อเห็นอาการไอเป็นเลือดของเด็กสาวตรงหน้า
มิซึกิส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง พยายามส่งเสียงว่า “ ไป…โรงพยาบาล…ไม่ได้ ”
“ ทำไมคะ!?! ”
“ เพราะ…เพราะว่า…มันรักษา…ไม่ได้น่ะสิคะ ” สิ้นคำพูดที่แผ่วเบา มิซึกิเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังพยุงร่างเธออยู่ ภาพตรงหน้ายังคงเบลอและพร่าเลือน
“ คุณ…เป็นใครคะ…? ” คำถามประโยคเดิมถูกถามอีกครั้ง
สิ้นคำถาม เซ็ตซึนะถึงกับนิ่งเงียบ…เธอไม่รู้จะตอบยังไง ไม่รู้ว่า…จะตอบดีหรือไม่
“ ฉัน… ” พึมพำออกมาได้แค่นี้ ก่อนที่นักดาบสาวจะเปลี่ยนเรื่องทันที “ ไปที่พักของคุณก่อนเถอะค่ะ! เดี๋ยวฉันพาไป! ”
“ ขออนุญาตนะคะ ”
สิ้นคำขออนุญาต นักดาบสาวก็อุ้มร่างเล็กตรงหน้าขึ้นทันทีโดยไม่รอคำตอบ ก่อนที่จะโดดขึ้นไปบนท้องฟ้ายามราตรี ร่างของคนทั้งคู่หายวับไปในเวลาต่อมา
เซ็ตซึนะอุ้มมิซึกิมาอยู่ตรงระเบียงของอาพาร์ทเมนต์ของเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้ม ระหว่างที่นักดาบสาวพามานั้น ดูเหมือนอาการของมิซึกิจะคลายลงแล้ว ทำให้สีหน้าของนักดาบสาวผ่อนคลายขึ้นมาบ้าง
เธอเปิดหน้าต่างบนระเบียง ผ้าม่านสีเทาปลิวไหวไปตามสายลมเย็นของราตรี นักดาบสาวแหวกผ้าม่านออก ก้าวเดินเข้าไปภายในห้อง
เซ็ตซึนะวางร่างของมิซึกิลงบนเตียงช้าๆ เธอตั้งใจว่าเดี๋ยวเสร็จตรงนี้จะกลับไปขนอุปกรณ์วาดเขียนของเด็กสาวกลับมาให้
นักดาบสาวกุลีกุจอหาผ้าสะอาดมาชุบน้ำ บิดหมาดๆ ก่อนจะเดินมาที่เตียง เธอนั่งลงข้างๆมิซึกิและเอาผ้าเช็ดไปที่ใบหน้าหวานของคนตรงหน้าเบาๆ เซ็ตซึนะเช็ดเหงื่อที่พร่างพราว และเช็ดคราบเลือดริมฝีปาดออก รวมถึงเช็ดตัวให้ด้วย
การกระทำต่างๆผ่านไปอย่างเงียบงัน แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาภายในห้องทำให้บรรยากาศดูวังเวง สายลมที่พัดผ่านไปมาอย่างอ่อนโยนทำให้ทุกอย่างดูเศร้าสร้อย
ระหว่างที่เซ็ตซึนะเช็ดตัวให้มิซึกินั้น ใบหน้าของนักดาบสาวเรียบเฉย ดวงตาสีดำสนิทฉายแววแปลกประหลาดจนดูไม่ออก…เธอยกแขนเรียวบางของมิซึกิขึ้นเบาๆ ลูบผ้าสะอาดเช็ดไปตามแขนอย่างเงียบๆโดยไม่พูดอะไร
จนกระทั่ง…มิซึกิค่อยๆลืมตาขึ้นมามอง เด็กสาวตาจะปิดเต็มทีเพราะความอ่อนเพลีย หากแต่เธอก็ฝืนที่จะลืมมันขึ้นมา ทำให้ภาพตรงหน้าที่ปรากฏมีแต่ความเลือนราง
หากแต่ครั้งนี้เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มพอจะมองรูปร่างออกว่าเป็นใคร
คุณ…เซ็ตซึนะ…?
“ ฉัน…กำลังฝันอยู่หรือเปล่า? ” เอ่ยถามขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ ทำให้เซ็ตซึนะหยุดการกระทำ นักดาบสาวมองใบหน้าหวานเงียบๆ ก่อนที่จะยิ้มให้น้อยๆอย่างอ่อนโยนยิ่ง
“ ค่ะ…คุณกำลังฝันอยู่ ” ตอบเสียงทุ้มนุ่ม ก่อนที่มือจะเคลื่นเข้าไปกุมมือขาวของอีกฝ่ายเอาไว้
ใบหน้าของมิซึกิปรากฏรอยยิ้มออกมา ริมฝีปากเหยียดยิ้มน้อยๆเท่าที่พยายามทำได้ในตอนนี้ ก่อนจะพึมพำว่า
“ หรอ?...งั้นนี่ก็คงจะเป็นฝันดีสินะ? ”
เซ็ตซึนะเคลื่นเข้าไปใกล้มิซึกิมากขึ้นอีก เธอละมือที่กุมเอาไว้ออก เปลี่ยนมาลูบศีรษะของเด็กสาวตรงหน้าแทน ปลายนิ้วไล่เส้นผมอย่างอ่อนโยน ก่อนจะถามกลับยิ้มๆ
“ ทำไมหรอคะ…? ”
“ ฉันดีใจ…ที่ได้อยู่กับคุณ…แม้จะแค่ในฝันก็ตาม ”
คำตอบนั้นทำให้ดวงตาของเซ็ตซึนะเบิกกว้าง ก่อนที่ใบหน้าของนักดาบสาวจะปรากฏรอยยิ้มน้อยๆเช่นเดิม หากแต่คราวนี้ดวงตามีแววเศร้าเจือปนอยู่ด้วย
“ …ฉันจะถอดแว่นให้คุณนะคะ? คุณอยากจะถอดหรือเปล่า? ” นักดาบสาวถามเสียงเบา เธอเคลื่อนมือไปจับที่ขาแว่น ก่อนจะรอคำตอบ
“ ไม่ค่ะ…ฉันอยากใส่มันเอาไว้ จะได้เห็นคุณชัดๆ… ”
“ ทำไมถึงดีใจที่มีฉันอยู่ด้วย? ”
“ เพราะว่า…ฉันน่ะ… ” คำตอบของมิซึกิที่ขาดห้วง ทำให้เซ็ตซึนะนั่งนิ่ง รอฟังอย่างใจจดใจจ่อ แม้เสียงของมิซึกิจะเบาแสนเบา หากแต่เธอได้ยินทุกคำพูด
ทว่า…มิซึกิกลับไม่พูดต่อ เด็กสาวนิ่งเงียบไปชั่วครู ก่อนจะพึมพำเบาๆว่า
“ ฉันไม่อยากตื่นเลย… ”
ประโยคสุดท้ายจบลง ก่อนที่เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มจะเข้าสู่ห่วงนิทรา นักดาบสาวที่เห็นดังนั้นก็ถอนหายใจเล็กน้อย เธอมองหน้าเจ้าหญิงนิทราที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุข ใบหน้าหวานสวยของมิซึกิมีรอยยิ้มเล็กๆ แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ดูเศร้าหมองเช่นกัน
เหมือนกับรอยยิ้มของเซ็ตซึนะในตอนนี้…ที่มีทั้งความสุขและความเศร้าอยู่ด้วยกัน นักดาบสาวมองใบหน้าของคนที่กำลังหลับสนิทเงียบๆ ปลายนิ้วเคลื่อนเข้าไปที่บริเวณใบหน้า…หมายที่จะสัมผัสแก้มเนียน ทว่า…มือนั้นก็ชะงักเอาไว้
ดวงตาสีรัตติกาลสั่นคลอนอย่างประหลาด…เซ็ตซึนะเคลื่อนใบหน้าเข้าไปใกล้กับมิซึกิมากขึ้น กระซิบข้างหูเสียงแผ่วเบา
“ ฉันก็เหมือนกันค่ะ… ”
พูดจบ เซ็ตซึนะก็โน้มตัวลง หลับตา ก่อนจะประทับจูบลงบนริมฝีปากของมิซึกิอย่างแผ่วเบา อ่อนโยนยิ่ง ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามา
ได้โปรด…อย่าตื่นขึ้นมาเลยจะได้ไหม?
เพราะฝันนี้ช่างแสนหวาน…จนไม่อยากตื่นขึ้นมาอีกเลย
แม้จะเป็นแค่ในฝัน…ฉันก็มีความสุขมากพอแล้ว
เมื่อเราเข้าสู่ห้วงแห่งนิทรา
มันนำพาเราเข้าห้วงแห่งความฝัน
ซึ่งตัวเราที่อยู่ในโลกนั้น
ต่างพากันสุขเกษมเปรมปรีดา
ตัวฉันนั้นแหวกว่ายผ่านม่านหมอก
ที่มันหลอกดวงตาอยู่ตรงหน้า
ก่อนจะโดดโลดแล่นบินไปมา
กลางนภาสีฟ้าสวยอย่างรื่นรมย์
ในโลกนั้นเราเป็นได้อย่างใจคิด
สุดวิจิตรพิสดารแต่ขื่นขม
นั่นเพราะเราจะจมอยู่ในโลกกลม
ไม่กล้ามาเชยชมโลกความจริง
---จบบทที่22---
กว่าจะเข็นบทนี้จบได้ คนแต่งต้องรอฤกษ์ รอเดือน รอตะวัน รอดวงดาวกันเลยทีเดียว เหอะๆ^^"a
กลอนสุดท้ายนั้น นัทเคยแต่งเอาไว้ส่งอาจารย์มาก่อนค่ะ พอดีเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกันอยู่บ้าง เลยเอามาใช้^^ แหะๆ
#144
Posted 07 April 2011 - 10:59 PM
สนุก....ซึ้ง.... T..T
#145
Posted 11 April 2011 - 09:41 PM
เจ๋งไปเลยอ่ะพี่นัท!!! ไม่ได้อ่านฟิคพี่นัทมานานมาก ^^
อยากรู้ว่ามิซึกิพูดว่่าอะไร?? เซ็ตซึนะถึงได้ตอบอย่างนั้น
อ้ากกกกกกก!!! ค้างคาๆ มาต่อไวไวนะ
ตอนนี้ยังดราม่าและซึ้งเหมือนเคย
อยากรู้ว่ามิซึกิพูดว่่าอะไร?? เซ็ตซึนะถึงได้ตอบอย่างนั้น
อ้ากกกกกกก!!! ค้างคาๆ มาต่อไวไวนะ
ตอนนี้ยังดราม่าและซึ้งเหมือนเคย

"เห็นเงาในตาฉันไหม เห็นเธออยู่ในนั้นไหม รู้ใจกันบ้างไหม ว่าฉันนั้นคิดอะไร"
"เห็นเธอมานานรู้ไหม ไม่เคยมองใครที่ไหน ขอเพียงสักครั้ง แค่หันมาสบตาครั้งเดียวก็พอ"
#146
Posted 18 June 2011 - 01:20 AM
สนุกมาก ๆ ซึ้ง T T มาต่อไว ๆ เนอะ ยังมีคนรอติดตามผลงานอยู่จ้า
1 user(s) are reading this topic
0 members, 1 guests, 0 anonymous users

















