Toggle shoutbox Houkago Teatime by ศอร. (ศูนย์อำนวยการร้านน้ำชา)
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
FanFic{Kono-Setsu} : Two Hearts
#41
Posted 30 November 2009 - 09:33 PM
มาต่อเรวๆนะงับ ^^ สนุกมากๆเลย ^^ เซ็ตซึนะจะทำร้ายตัวเองงั้นหรอ ยังไงกันนะ -..-
#42
Posted 06 December 2009 - 07:04 PM
มิซึกิจัง...สินะ...ต้องการแย่งเซ็ตจังไปจากโคโนจังใช่มั้ย...
อย่าไปยอมนะโคโนจัง...
ขอบคุณมากค่ะ...แล้วมาอีกนะคะ...ปูเสื่อนั่งรออยู่ตรงนี้เลย

"Maybe God wants us to meet a few wrong people before meeting the right one,
so that when we finally meet the person, we will know how to be grateful."
Everything for Shiznat
#43
Posted 20 December 2009 - 02:27 AM
“ เฮ้ มิซึกิ~! ”
เสียงเด็กหนุ่มร้องเรียกดังก้องไปทั่วทางเดิน ส่งผลให้คนถูกเรียกหันขวับมาหาด้วยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อยที่เด็กหนุ่มทำเรื่องเสียมารยาท
“ นี่...โช นายจะเสียงดังไปทำไม นี่มันโรงเรียนนะ แถมยังหน้าห้องด้วย “
พูดพลางมองดูอาการของคนตรงหน้า เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองซอยสั้น นัยน์ตาสีนิล มีที่ครอบหูอยู่ที่คอ กำลังยืนหอบแฮ่กอยู่ตรงหน้า แม้เขาจะพยายามพูดแต่ก็ทำไม่ได้เพราะหายใจจะไม่ทันอยู่แล้ว รูปร่างเขาค่อนข้างบึกบึน หน้าตาคม ท่าทางร่าเริง แนวเพลย์บอยด้วยซ้ำไป
“ เธอน่ะ อย่าเที่ยวเดินเตร่ไปไหนต่อไหนสิ เธอเพิ่งเข้ามาได้แค่สามวันเองนะ ต้องรอฉันไปเป็นเพื่อนด้วย! ”
“ ฉันไม่ใช่เด็กอนุบาลนะที่จะต้องมีพี่เลี้ยงคอยตามตลอด แล้วนี่ก็เป็นโรงเรียน จะเดินหลงทางยังไงก็หาทางกลับห้องได้อยู่แล้วล่ะน่า ”
พูดก่อนจะเดินนำหน้าไปทำให้เด็กหนุ่มต้องรีบวิ่งตามเธอไปอีกครั้ง
“ นี่เธอ! ฉันเพิ่งบอกไปหยกๆว่าอย่าไปไหนคนเดียวไงเล่า! ”
เสียงเด็กหนุ่มผมทองโวยวาย ขณะที่วิ่งตามเด็กนักเรียนเข้าใหม่ไป เมื่อเดินไปข้างกันได้ เขาก็จะโดนเด็กสาวเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวเข้มดุกลับทุกครั้ง…เมื่อถูกดุเด็กหนุ่มทำหน้าหงอเหมือนเด็กๆ โชที่เป็นเด็กหนุ่มร่างกายกำยำทำท่าเจี๋ยมเจี้ยมเมื่อยู่ต่อหน้ามิซึกินั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนรอบๆตัวเห็นเป็นประจำ
ซาคุมิ โช…เป็นเด็กหนุ่มผมทอง นัยน์ตาสีน้ำตาล เจาะหูแปดรู ใส่กำไลและแหวนแบบเท่ห์ๆอย่างพังค์ เขามักจะชอบฟังเพลงกับเฮดโฟนที่อยู่ตรงคอเขาเสมอ เมื่อแรกที่มิซึกิมาที่โรงเรียน เด็กสาวได้นั่งติดกับเขา…ท่าทางของเด็กใหม่สาวคนนี้เป็นที่ถูกใจของเด็กหนุ่มไม่น้อย
ฮิราชิ มิซึกิ…เป็นเด็กสาวลึกลับ เงียบขรึม คือข้อสรุปของโชที่มีต่อมิซึกิ แต่ยังไงเขาก็ยังสนใจเธออยู่ดี เพราะลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ ท่าทางที่น่ามอง รอยยิ้มที่แม้จะราวกับดูแคลนทุกสิ่งก็ยังน่ามอง
โชมักจะคอยเดินตามเด็กสาวเสมอ ซึ่งเธอก็ไม่ได้ไล่เขาแม้ว่าจะเขาจะดูน่ารำคาญ เธอไม่ได้ตีตัวออกห่างแม้ใครๆจะบอกว่าเขาชอบเธอ…เพราะเธอคิดว่าเขาเป็นเพื่อนที่ดี เหมาะสมที่เธอจะคบด้วยได้ มิซึกิสามารถแสดงออกตัวตนของเธอได้มากกว่าอยู่ต่อหน้าคนอื่น เพราะความร่าเริง จริงใจของเด็กหนุ่มผมทอง…ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเธอไม่ได้มีแผนอะไรกับเขา
…นั่นหมายความว่าหากเป็นคนอื่นที่เธอต้องการบางสิ่ง…เธอจะกลบความเป็นตัวเองได้อย่างหมดสิ้น และจะไม่มีใครทราบเลย ว่าแท้จริงแล้ว…เธอเป็นคนยังไงแน่…และคิดอะไรอยู่ในใจ
น่ากลัวทีเดียว
*****************************************
เสียงออดโรงเรียนดังขึ้น นักเรียนต่างพากันเก็บของในห้อง และส่งเสียงคุยกันดังลั่น มิซึกินั่งเก็บของอยู่ที่โต๊ะหยิบสมุดจดสีดำขึ้นมามองดูรายการที่เธอจดเอาไว้ พวกการบ้าน หรือสิ่งที่ควรจะต้องทำในแต่ละวัน
มือเรียวขาวเปิดกระดาษไปทีละหน้าเหมือนกำลังทบทวน ขณะเปิดไปก็เจอกับรูปใบเล็กของเด็กนักเรียนสองคนยืนข้างๆกัน ข้างใต้รูปเขียนด้วยตัวหนังสือเรียบร้อยชี้ลูกศรมาที่แต่ละคนในรูป
[ซากุระซากิ เซ็ตซึนะ เลขที่ 15 ห้อง 4-a ชมรมเคนโด้]
[โคโนเอะ โคโนกะ เลขที่ 13 ห้อง 4-a ชมรมสำรวจห้องสมุด ชมรมวิจัยโหราศาสตร์]
ขณะที่สมองกำลังนั่งคิดอะไรบางอย่าง เธอคลี่ยิ้มบางๆ นัยน์ตาสีเขียวเข้มปรากฏแววตาที่ยากจะอ่านได้ ก่อนที่เด็กสาวจะปิดสมุดเมื่อเด็กหนุ่มผมทองข้างตัวเอ่ยเรียก
“ มิซึกิ ตอนเย็นเธอจะไปไหนหรือเปล่า? ฉันว่าจะแวะที่ร้านเพลงซะหน่อยน่ะ อัลบั้มใหม่ของวง Goblin เพิ่งออก ”
โชกล่าวพลางหยิบกระเป๋าขึ้นมาสะพาย วง Goblin ที่เขาพูดเป็นวงที่ร้องเพลงร็อคยอดฮิต และเขาก็เป็นแฟนเพลงของวงนี้ ปกติเขากับมิซึกิจะกลับบ้านด้วยกันเพราะอพาร์ทเมนต์ที่มิซึกิเช่าอยู่ละแวกเดียวกันกับบ้านเขา
“ วันนี้ฉันไม่มีทำงานพิเศษ เดี๋ยวไปที่ๆนึงก่อน ค่อยไปซื้อเพลงได้มั้ยล่ะ?…เสร็จแล้วก็ถึงเวลาข้าวเย็นพอดีล่ะนะ ตอนนั้นค่อยไปหาอะไรกินดีมั้ย? ”
“ ไปไหนหรอ? ” อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม ขณะที่เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มเก็บสมุดใส่กระเป๋า พร้อมกับยกขึ้นมาสะพายพาดไหล่ เธอยิ้มพราย ก่อนตอบด้วยเสียงหวานน่าฟัง
“ ห้องสมุดโรงเรียนมาโฮระน่ะ ”
*****************************************
“ โคโนกะ วานไปดูหนังสือทางโน้นให้หน่อยสิ ว่ามีครบตามรายการนี่หรือเปล่า ”
เด็กสาวใส่แว่นกรอบเหลี่ยมเจ้าของนามปากกา พารุ เอ่ยขึ้นกับโคโนกะพร้อมกับส่งกระดาษรายการมาให้ ขณะที่ตัวเองก็กำลังวุ่นวายกับกองหนังสือที่วางตั้งหลายๆกองข้างตัวกับเพื่อนสนิทอีกสองคน
เด็กสาวผมสีน้ำตาลรับใบมา ก่อนจะเดินมาที่ชั้นหนังสือข้างใน ภายในห้องสมุดของโรงเรียนมาโฮระแม้จะมีขนาดใหญ่มาก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังคงพลุกพล่าน เพราะผู้ใช้บริการนั้นไม่ได้มีแค่บรรดานักเรียน อาจารย์ ของทางโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังมีบุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการร่วมอีกด้วย
“ เอ… ตำนานเทพเจ้าอียิปต์…ตำนานเทพเจ้าของจีน ”
โคโนกะพึมพำ สายตาไล่สับไปมาระหว่างชื่อหนังสือและรายชื่อในกระดาษ เธอเอานิ้วไล่นับหนังสือในแต่ละชั้นตามไปด้วย
ขณะที่กำลังจดๆจ้องๆอยู่กับตัวหนังสือ ก็ต้องเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงหวานของคนข้างตัวเอ่ยเรียก
“ ขอโทษนะคะ…ฝั่งนี้เป็นหนังสือตำนานใช่มั้ยคะ? ”
โคโนกะเงยหน้าขึ้นมา พบเป็นเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้ม เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวมรกต สวมแว่นตากรอบดำสีชา เมื่อแรกเห็นโคโนกะรู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก ทำให้โคโนกะยังคงมองอีกฝ่ายนิ่ง
โคโนกะรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาดกับเด็กสาวคนนี้ที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก
“ เอ่อ…ฝั่งนี้เป็นหนังสือตำนานใช่หรือเปล่าคะ? ”
มิซึกิเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้ม คราวนี้ทำให้โคโนกะสะดุ้ง หัวเราะเบาๆและตอบด้วยความเก้อเขินว่า
“ คะ…ค่ะ ใช่ค่ะ ขอโทษนะคะ เหม่อไปหน่อย ”
มิซึกิพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่า ไม่เป็นไร ก่อนสายตาจะหันไปทางหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณใกล้ๆกับที่โคโนกะยืน เธอเดินไปหยิบขึ้นมาเปิดอ่าน เป็นหนังสือเล่มหนา ปกสีเทา และค่อนข้างเก่าทีเดียว
[ตำนานเทพเจ้ากรีก ฉบับสมบูรณ์]
“ ไม่น่าเชื่อว่าจะได้เห็นหนังสือเล่มนี้อีกนะคะเนี่ยเป็นเล่มที่สมบูรณ์ที่สุดแล้ว หายากที่เดียว ห้องสมุดของโรงเรียนมาโฮระมีทุกอย่างจริงๆเลย ” เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มกล่าวขึ้นยิ้มๆ คำพูดเช่นนั้นทำให้โคโนกะอดไม่ได้ที่จะคิดว่าอีกฝ่ายคงเป็นเด็กนักเรียนใหม่
“ ขอโทษนะคะ คุณเป็นนักเรียนใหม่หรือเปล่าคะ? เห็นพูดเหมือนไม่เคยมาที่นี่ ”
“ อ๋อ ค่ะ…ฉันเพิ่งมาเรียนได้แค่สามวันเอง ยังไม่ค่อยคุ้นกับที่นี่เท่าไร่น่ะค่ะ ” พูดพลางเปิดอ่านหนังสือที่อยู่ในมือ ท่าทางดีใจของอีกฝ่ายทำให้โคโนกะอมยิ้ม พลางชวนคุยถึงหนังสือเล่มนั้นว่า
“ หนังสือเล่มนั้น…คุณชอบเทพองค์ไหนมากที่สุดคะ? ”
เมื่อได้ฟังคำถาม มิซึกิเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนา ก่อนจะยิ้มอย่างมีเลศนัย พลางตอบว่า
“ คงจะเป็น...เทพแห่งดาวคนคู่[Gemini]ล่ะมั้งคะ แต่สุดท้ายก็เหลือเพียงแค่องค์เดียว...แย่จังเลยนะคะ ”
“ ออ...นั่นสินะคะ เป็นฝาแฝดกัน ย่อมต้องรู้สึกรัก ผูกพันกันมากกว่าพี่น้องคู่อื่นๆ ดีที่เทพซูสนำสองพี่น้องไปอยู่บนดาวด้วยกัน ”
ทั้งสองคนพูดถึง ตำนานกรีกของเทพดาวคนคู่[Gemini] ที่เป็นสองพี่น้องฝาแฝด คือ พอลลักซ์ (Pollux) กับ คาสเตอร์ (Caster) ทั้งสองเป็นลูกของเทพซูส หรือ บางตำนานก็ว่า พอลลักซ์องค์เดียวที่เป็นลูกของเทพซูส สองพี่น้องเกิดมีปัญหากับลูกพี่ลูกน้องที่แย่งเจ้าสาวและโกงสมบัติที่ตนบุกยึดมาได้ ทำให้ไปแก้แค้น ทว่า คาสเตอร์กลับพลาดท่าถูกฆ่าตาย ในขณะที่พอลลักซ์ก็กำลังจะถูกฆ่า เทพซูสมาช่วยไว้ได้ทัน และกำจัดลูกพี่ลูกน้องสองคนนั้นด้วย หรืออย่างที่บางตำนานกล่าวว่า พอลลักซ์เป็นลูกของเทพซูส ทำให้เป็นอมตะ
พอลลักซ์ต้องการตายไปอยู่กับพี่ชาย ดีกว่าอยู่เป็นอมตะอย่างโดดเดี่ยว เทพซูสจึงนำสองพี่น้องไปเป็นดาวบนท้องฟ้า กลายเป็นกลุ่มดาวคนคู่[Gemini]
มิซึกิกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ แล้วคุณไม่คิดหรอคะ ว่ามันไม่ยุติธรรมที่ พอลลักซ์ เป็นคนที่มีอมตะเพียงแค่คนเดียว “
โคโนกะฟังคำถาม พลางทำหน้านึกเล็กน้อย เพราะเธอเองก็ไม่เคยคิดถึงคำถามนี้เหมือนกัน นั่นเพราะเป็นเรื่องของตำนาน ทำให้ไม่ได้มาคิดต่อถึงเหตุ หรือ ผลของเรื่อง
“ มันก็จริงที่อาจจะไม่ยุติธรรมนะคะ แต่ตามตำนานว่ายังไง ก็ต้องว่าตามนั้น ”
“ แต่ฉันไม่คิดว่าเป็นเรื่องที่มันสมควรจะเป็น…แต่อย่างว่านั่นล่ะค่ะ โลกนี้ใช่ว่าจะมอบความยุติธรรมให้กับทุกชีวิตได้ ”
เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มปิดหนังสือในประโยคสุดท้าย ลักษณะคำพูดของมิซึกิทำให้โคโนกะยิ้มบางๆ…ดูเป็นคนที่รักความยุติธรรมจริงๆนะ…
“ คุณคงจะรักในความยุติธรรมมากนะคะ เหมือนกับว่า ถ้าคุณสามารถมอบความยุติธรรมให้กับชีวิตแทนพระเจ้าได้ คุณก็จะทำเช่นนั้น ”
มิซึกิเอาหนังสือเก็บใส่ชั้นก่อนจะหันมาหาคู่สนทนาด้วยรอยยิ้มหวานอันเป็นเอกลักษณ์
“ ค่ะ…แต่เพราะเราเป็นมนุษย์ อย่างน้อยเราก็ดีกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นตรงที่ เราสามารถ’เรียกร้อง’ความยุติธรรมให้กับตนเองได้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ดีมาก ”
“ เฮ้! มิซึกิ! ”
ยังไม่ทันที่โคโนกะจะพูดอะไรต่อ เสียงเด็กหนุ่มผมทองก็ขัดขึ้น โชโผล่มาตรงชั้นหนังสือในมือเขามีหนังสือสองสามเล่ม เขาเดินตรงเข้ามาก่อนหันไปถามเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มว่า
“ เอ่อ…โทษที ฉันมาขัดจังหวะหรือเปล่า? พอดีจะมาถามน่ะ ว่าเสร็จหรือยัง ”
เขาเอ่ยด้วยความเกรงใจ เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มส่ายหน้าให้ยิ้มๆ ก่อนหันไปลาโคโนกะ
“ ฉันขอตัวก่อนนะคะ ขอบคุณมากค่ะ ”
“ ด้วยความยินดีค่ะ ”
ล่ำลากันเรียบร้อย มิซึกิก็เดินออกไปกับโช ขณะที่โคโนกะยังคงมองตามหลังเด็กสาวนิ่ง เรือนผมสีน้ำเงินเข้มของมิซึกิสะดุดใจโคโนกะมาก แต่เธอนึกไม่ออกว่าทำไม
“ มิซึกิหรอ…เคยเจอกันที่ไหนหรือเปล่านะ? ”
เด็กสาวพึมพำเสียงแผ่วเบา ก่อนจะส่ายหน้าไล่ความคิดนี้ออกไปเพราะไม่ได้ช่วยอะไรให้มันดีขึ้น เธอจึงหันไปจัดการกับการตรวจหนังสือตามรายการที่ฮารุนะให้มาอีกครั้ง
ด้านมิซึกิกับโชที่กำลังเดินบริเวณโรงเรียนเพื่อไปร้านเพลง มือของชายหนุ่มผมทองถือถุงกระดาษ ขณะที่เขากำลังทานไทยากิไปด้วย เด็กสาวผมสีน้ำเงินเปิดการสนทนาก่อนเป็นคนแรก
“ นายเอาหนังสืออะไรมาอ่านหรอ? ”
“ อืม… ประวัติดนตรีเอย การเลือกกีร์ต้าที่เหมาะกับคุณ หรือพวกนิยายทั่วไปอย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ”
“ แฮร์รี่ พอตเตอร์!?! สองเล่มแรกยังพอว่า แต่นี่ดูไม่เหมาะกับนายเลยนะ ”
มิซึกิร้องเสียงหลง นึกภาพเด็กหนุ่มบ้าดนตรีอย่าง ซาคุมิ โช ที่แม้ว่าเขาจะหัวดีแต่ก็ไม่เอาใจใส่การเรียกนัก วันๆเอาแต่นั่งฟังเพลง มานั่งอ่านหนังสือเล่มหนา ตัวหนังสือเป็นพรืดอย่างนิยายแปลเล่มดังกล่าวแล้ว…บอกตามตรงว่านึกไม่ออกเลย…
“ แหม…ฉันอยากจะลองอ่านบ้างจะเป็นไรไป ” พูดจบโชก็เดินนำเข้าไปในร้านขายซีดีเพลงทันที เพราะระหว่างคุยทั้งคู่เดินคุยกันเรื่อยเปื่อยก็เดินมาถึงที่หมายพอดี
ภายในร้านขายซีดีเพลง เต็มไปด้วยซีดีมากมายทั้งของศิลปินในประเทศ หรือศิลปินต่างประเทศ เป็นร้านที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร ดูจะเป็นร้านยอดนิยมเพราะมีลูกค้ายืนเลือกซื้อกันมากขณะที่เจ้าของร้านที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เป็นชายวัยกลางคน โพกผ้าโพกหัวและผ้าพันคอสีแดง สวมแว่นกันแดด และใส่ชุดเอี๊ยมยีนส์
เขาเล่นกับแมวสีน้ำตาลออกเหลืองลายทางที่ยืนอยู่บนเคาน์เตอร์ โดยที่เจ้าแมวพยายามยกขาขึ้นมาตะปบลูกขนไก่ที่ผูกอยู่กับเชือก ซึ่งเจ้าของร้านยกขึ้นยกลงเพื่อไม่ให้มันจับได้
โชยืนถือซีดีหลายแผ่นและมองดูซีดีเพลงอื่นๆอย่างสนอกสนใจ ซึ่งมิซึกิดูจากท่าทางเขาแล้วสรุปได้ว่า เขาคงไม่ได้จะซื้อแค่เพลงของวง Goblin แน่นอน คงจะต้องมีอย่างอื่นติดมือกลับบ้านไปด้วยแน่
เด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มยืนกอดออก มองเขาแล้วยิ้มบางๆบนใบหน้า เธอนึกถึงท่าทางของเขาเวลาอยู่กับเธอที่เขามักจะทำท่าทางตลกๆ แม้ว่าบางครั้งโชจะน่ารำคาญแต่เขาก็เป็นคนใส่ซื่อ เธอรู้สึกว่าสามารถที่จะคุยกับเขาได้ทุกเรื่อง แม้ว่าเรื่องเพลงเธออาจจะไม่สนใจนักแต่เธอก็เรียนรู้และสามารถคุยกับเขาได้
…ยกเว้นเรื่องเดียวที่เธอเลือกที่จะเงียบไปก่อนจนกว่าจะแน่ใจ…นั่นคือเรื่อง สิ่งที่เธอกำลังทำอยู่…
เธอรู้ดีว่าถ้าบอกเรื่องนี้กับโช เขาจะต้องค้านหัวชนฝา…
เธอรู้ดีว่าสิ่งที่เธอกำลังทำอยู่มันผิด…แต่เธอก็เลือกที่จะทำมันต่อไป
เธอรู้ดีว่าสิ่งนี้จะทำให้คนทั้งโลกตราหน้าว่าเป็น ‘ปีศาจ’…แต่เธอก็เลือกที่จะถูกตราหน้าเช่นนั้น
นั่นเพราะสิ่งเดียว…”เพราะมนุษย์มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องความยุติธรรมของตนเอง”
เพียงเท่านี้…มิซึกิจึงกระโจนลงหลุมดำมืด ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่า หลุมนี้ลึกเพียงใด!
“ นายนี่…ชอบเพลงจริงๆนะ ”
มิซึกิเอ่ยขึ้นหลังจากยืนมองเขาเลือกซีดีอยู่นาน ซึ่งตอนนี้รู้สึกเหมือนว่าเขาจะได้ซีดีที่ถูกใจมาสี่แผ่นในมือ สิ้นประโยคของเด็กสาวโชก็หัวเราะ หันไปยิ้มกว้างให้อีกฝ่ายพลางกล่าวว่า
“ แน่นอน แล้วเธอล่ะ? ชอบอะไรบ้างนอกจากหนังสือ? ”
เด็กหนุ่มผมทองชวนคุย เขารู้ดีว่ามิซึกิชอบอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะหนังสืออะไรก็ตามเขาก็เห็นเด็กสาวถือมาอ่านไม่ซ้ำกันซักเล่มในแต่ละวันที่เธอมาเรียน ก่อนที่เขาจะสาวเท้าเดินไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์
“ นอกจากหนังสืองั้นหรอ?…คงจะเป็น วาดรูป กับหนังล่ะมั้ง แล้วก็… ”
มิซึกิพูดพลางเดินตาม เธอยังพูดไม่จบประโยค ก็เป็นเวลาเดียวกับที่โชรับเงินทอนพอดี ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินออกจากร้านในเวลาต่อมา
เมื่อก้าวพ้นประตูออกมา โชหันไปหามิซึกิพลางถามว่า
“ โฮ่…วาดรูปหรอ น่าสนใจนี่นา แล้วก็อะไรหรอ? ”
สิ้นคำถาม ดวงตาสีมรกตวาวโรจน์ มิซึกิหันไปตอบเขาด้วยรอยยิ้มเย็นๆ
“ ฆ่าคน…ล่ะมั้ง? ”
คำพูดของเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มทำให้เด็กหนุ่มผมทองสะดุ้งโหยง
“ เฮ้ย! เธอนี่…ล้อเล่นน่ากลัวนะ ไปเถอะฉันหิวข้าวแล้วล่ะ ”
เมื่อเด็กหนุ่มพูดจบ มิซึกิก็พยักหน้ารับรู้ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปตามทางเดินเพื่อมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายต่อไป
ขณะที่กำลังเดิน นัยน์ตาสีน้ำตาลของโชก็เหม่อมองไปตามทาง คิ้วเรียวได้รูปของเขากำลังขมวดเข้าหากัน เด็กหนุ่มทำเป็นมองไปด้านข้างเพื่อไม่ให้เด็กสาวที่เดินข้างกันเห็นสีหน้า
…’ฆ่าคน…ล่ะมั้ง?’…
เสียงของมิซึกิยังคงดังก้องในหัวของเขา แม้ว่าตอนนั้นเขาจะพูดไปว่ามิซึกิล้อเล่น…แต่ใจจริงแล้วเขาเองก็อดคิดมากไม่ได้…
สายตาของมิซึกิ…รอยยิ้มที่ปรากฏเมื่อกี๊…บอกเขาว่าเธอ'เอาจริง'
*****************************************
กริ๊ง! กริ๊ง!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ภายในห้องผู้อำนวยการของโรงเรียนมาโฮระ มือเรียวที่มีรอยเหี่ยวย่นยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบ ในขณะที่มืออีกข้างลูบหนวดของตัวเองไปเรื่อยๆ
“ โคโนเอม่อนพูด…โอ้…เอจุนเองเรอะ!?! ”
เสียงของชายแก่สูงขึ้นในตอนท้าย เมื่อทราบว่าปลายสายเป็นใคร
“ ครับ สวัสดีครับคุณพ่อ คือผมจัดการกับเอกสารทางสมาพันธ์ทางนี้เสร็จแล้วนะครับ เดี๋ยวผมจะส่งไปให้คุณพ่อเร็วๆนี้ ”
“ โอ้…ขอบใจมากนะเจ้าลูกเขย ทางนี้เองก็ใกล้เสร็จแล้วล่ะ…โฮ่โฮ่โฮ่ จะว่าไปอีกไม่กี่เดือนก็ใกล้วันเกิดโคโนกะแล้วสินะ ” พูดพลางมองปฏิทิน
“….”
ปลายสายนิ่งเงียบไป ทำให้โคโนเอม่อนชะงัก เอ่ยถามลูกเขยตนด้วยความสงสัย
“ มีอะไรหรอ?…เอจุน? ”
“ เปล่าครับ…ผมแค่…คิดว่าสิ่งที่เราทำลงไปนั้น เราทำถูกแน่แล้วหรือ? ”
เสียงของเอจุนแหบแห้ง
“ ถูกสิ…เราทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องคิดถึงมันอีกหรอก มันผ่านมาแล้ว ”
“ สำหรับผม ตระกูลโคโนเอะ…มือเปื้อนเลือดนะครับ! แม้จะล้างออกให้สะอาดยังไง เราก็รู้ดี! ”
เสียงคนปลายสายแสดงอาการโกรธเกรี้ยว ทำให้ชายแก่ถอนหายใจออกมา
“ แต่คนอื่นไม่รู้ยังไงล่ะ เอจุน โคโนเอะ…เจริญมาได้ขนาดนี้เพราะสิ่งที่กระทำมาตลอด สิ่งที่เรายึดถือกันมา เป็นประเพณีที่ต้องทำกันอย่างเคร่งครัด…โคโนกะ เป็นความหวังเดียวของเราเท่านั้น ความหวังเดียว…ของตระกูลโคโนเอะ ”
“ ครับ…แล้วผมก็อยากจะเห็นหน้าหลานสาวที่น่ารักของคุณพ่อจริงๆ ว่าถ้ารู้เรื่องที่ตระกูลทำไปจะทำหน้ายังไง! ”
เอจุนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย้ยหยันเต็มที่ และต้องเดือดดาลยิ่งกว่าเก่าเมื่ออีกฝ่ายกรอกคำพูดตามมา…ด้วยน้ำเสียงอันแสนเย็นชา!
“โคโนกะ…ไม่มีทางรู้เรื่องนี้แน่นอน ”
“ ครับ! แต่ผมอยากให้คุณพ่อทราบเอาไว้ว่า ความลับไม่มีในโลก! ”
พูดจบก็กระแทกหูโทรศัพท์เต็มแรง ทางฝั่งของชายชราที่ยกหูค้างเอาไว้นิ่งเงียบ ก่อนจะวางหูโทรศัพท์ลงอย่างแผ่วเบา ดวงตาของเขาไม่สามารถอ่านได้ว่าคิดอะไรอยู่กันแน่ พึมพำกับตัวเองเบาๆว่า
“ มือที่เปื้อนเลือด…งั้นหรอ? ”
คุณเลือกแล้วใช่มั้ย? ที่จะไม่ขึ้นมาอยู่บนพื้นดินอีก
ยังมีโอกาสให้คุณกลับไปแก้ไขอยู่นะ
ทว่า หากคุณละทิ้งโอกาสนี้ไป
…คุณจะไม่ได้ขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่สอง…
มนุษย์เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกเสมอ…
แล้วคุณล่ะ?
ไม่คิดที่จะเลือกเพื่อตัวเองบ้างหรือไงกัน?
---จบบทที่5---
Credit ตำนานดาวคนคู่ : http://www.armno.in....%B8%B9%E0%B9%88 นัทอ้างอิงตำนานมาจากเว็บนี้ค่ะ หากผิดพลาดประการใด Pm มาได้ จะทำการแก้ไขให้ทันทีค่ะ
พยายามปั่นมากๆ เพราะเดี๋ยวจะไม่ค่อยได้มาลง(อีกแล้ว) ช่วงนี้สอบกลางภาคค่ะ (เหมือนชีวิตม.6จะเป็นช่วยนรกการสอบ - -*) บทนี้ไม่มีอะไรมาก เน้นตัวละครอย่างมิซึกิกับโชซะส่วนใหญ่ คราวนี้ก็ยาวอีกแล้ว^^"a (เหมือนว่ายิ่งแต่งยิ่งยาว เหอะๆ) ยาวกว่าตอนที่แล้วอีก ตี 2 กว่าๆ เหอะๆ ง่วงจริง
ขออภัยที่บทนี้รู้สึกจะแต่งได้ไม่ดีเท่าที่ควรนะคะ แต่ก็พยายามแก้ให้ดีที่สุดแล้ว พยายามเกลาภาษาแล้ว เนื้อเรื่องก็ด้วย แต่ก็...เหอะๆ - -* จะพยายามแต่งให้ดียิ่งขึ้นค่ะ มีอะไรติชมแนะนำได้ ขอความกรุณาด้วยนะคะ เพราะแต่งแนวรัก[Y]ยากมากๆ=[]="
ส่วนเรื่องที่คุณ OoAunjioO ถาม นัทไม่ทราบเลยอ่ะค่ะ ^^"a
Edited by RayChan, 21 December 2009 - 12:45 PM.
#44
Posted 20 December 2009 - 02:56 PM
#45
Posted 20 December 2009 - 04:35 PM
#46
Posted 20 December 2009 - 05:32 PM
สนุกมากๆเลยงับ ^^ มาต่อเรวๆนะงับ ^^
ปล.ตอนนี้ออกแนวเครียดมากมาย -0-
#47
Posted 20 December 2009 - 05:58 PM
OoAunJioO, on 20 December 2009 - 04:35 PM, said:
ปล.นิยายสนุกมากตื่นเต้นดีรีบๆมาต่อเน้อออ
ขออนุญาติโพสอีกครั้งนะคะ อันนี้เห็นเพื่อนบอกเหมือนกัน งงมากๆ ทั้งที่คอมที่บ้านสองตัวก็เห็นมันขนาดเท่ากับตัวอื่นๆ
ใครที่อ่าน 7 บรรทัดเอียงสุดท้ายแล้วยังตัวเล็กอยู่ บอกนัทนิดนึงนะคะ
เพิ่งเพิ่มขนาดไป ไม่รู้ว่ามันมากพอสำหรับเครื่องอื่นๆหรือเปล่า^^"a
#48
Posted 21 December 2009 - 07:08 PM
เอ๊ะ...มันคืออะไรกันเหรอ(' ')
(ทำหน้าแบ๊วแบบที่ซันบันชอบทำ)
มาลงต่อไวๆนะขอรับ
#49
Posted 21 December 2009 - 08:06 PM
มันต้องมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับมิซึึกิรึเปล่าเอ่ย
ต้องติดตามๆ

ถ้าเป็นชิซึรุละก็ ได้ทุกเมื่อ
#50
Posted 22 December 2009 - 06:19 PM
Senior, on 21 December 2009 - 07:08 PM, said:
เอ๊ะ...มันคืออะไรกันเหรอ(' ')
(ทำหน้าแบ๊วแบบที่ซันบันชอบทำ)
มาลงต่อไวๆนะขอรับ
ความลับที่ว่า ลูกสาวบ้านนี้เป็นสาววายไงพี่ซี
me/โดนตบ
มันต้องมีเบื้องหลัง....ต้องมีเบื้องหลังสิน่า....
...ระ...หรือว่า...!!!
...คนมาทีหลังก็ได้แต่ฝืนยิ้มทั้งน้ำตาเท่านั้นเอง...

ช้านมันเลววววววววววววววววว
#51
Posted 25 December 2009 - 07:55 PM
ยิ่งอ่านยิ่งสนุก ยิ่งอ่านยิ่งชอบ
ความลับนั่นมันคืออะไรกันแน่เนี่ย!?
อยากรู้มากมาย
ว่าแต่..มันเกี่ยวกับมิซึกิมั้ยน้า??

"เห็นเงาในตาฉันไหม เห็นเธออยู่ในนั้นไหม รู้ใจกันบ้างไหม ว่าฉันนั้นคิดอะไร"
"เห็นเธอมานานรู้ไหม ไม่เคยมองใครที่ไหน ขอเพียงสักครั้ง แค่หันมาสบตาครั้งเดียวก็พอ"
#52
Posted 31 December 2009 - 10:54 PM
ว้าว~ อยากอ่านต่อเเล้วอ่ะ ติดตามผลงาอยู่นะคะ^^
#53
Posted 13 January 2010 - 12:16 AM
…ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีของคู่กันเสมอ…
บางสิ่งอาจแตกต่าง…แต่เพราะความต่างทำให้อยู่คู่กันได้
…แล้วความเหมือนล่ะ?…
.
.
.
.
.
“ ผลที่ได้อาจตรงกันข้าม… “
เสียงหวานเอ่ยขึ้นราบเรียบ ในขณะที่เด็กหนุ่มผมทองลดหนังสือลง เขาขมวดคิ้วน้อยๆ นัยน์ตาสีน้ำตาลจ้องมองไปทางเด็กสาวเจ้าของผมสีน้ำเงินเข้มเป็นคำถาม ขณะที่เด็กสาวกำลังนั่งเขียนบางอย่างลงในสมุดพกคู่กาย ซึ่งเป็นสมุดปกแข็ง หน้าปกมีสีดำสนิท เป็นรูปลายปีศาจตัวน้อยที่มีสีแดง
“ เพราะอย่างที่นายอ่านน่ะแหละ ความต่างทำให้อยู่คู่กันได้…ในขณะที่ความเหมือนกลับจะเป็นการทำลายกันและกันเอง ในความคิดของฉันน่ะนะ ”
“ เฮ้อ…เธอนี่ทำไมชอบอ่านหนังสืออะไรยากๆอย่างนี้นะ ”
บ่นพลางวางหนังสือทิ้งข้างตัวก่อนจะล้มตัวลงนอน ทั้งคู่อยู่บนดาดฟ้าของอาคารเรียน และเป็นเวลาพักเที่ยง ซึ่งที่นี่เป็นสถานที่ทานข้าวเที่ยงสุดโปรดเนื่องจากไม่ต้องไปเจอคนเยอะมากมาย อีกทั้งลมเย็นๆที่พัดไปมาระหว่างอาคารก็ช่วยทำให้ผ่อนคลายจากการเรียนอันเคร่งเครียดในช่วงเช้า และทำให้จิตใจพร้อมจะไปสู้กับการเรียนในภาคบ่ายต่อได้
คำพูดของโชทำให้มิซึกิเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ มองเขาด้วยสายตาค้อนเล็กน้อย เนื่องจากฝ่ายนั้นเป็นคนขอยืมหนังสือเล่มดังกล่าวไปลองอ่านเล่น แต่กลับบ่นว่าให้เสียนี่ ทำให้เธอวางปากกาคั่นสมุดจดเอาไว้ ก่อนเดินไปหาเขาซึ่งกำลังนอนหลับตาพริ้มสัมผัสกับสายลมเย็น
หนังสือที่เด็กหนุ่มอ่านวางอยู่ข้างตัวของเขาด้านใน มิซึกิเดินไปถึงตัวได้ก็ก้มตัวลง เรือนผมสีน้ำเงินเข้มร่วงหล่นลงมา ก่อนจะปลิวไปตามสายลม
ท่าทางเธอเหมือนกับจะคร่อมเขา ในขณะที่มือยันตัวกับพื้นและหยิบขึ้นมา นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มของเด็กหนุ่มผมทองปรายตามองการกระทำนั้น ก่อนที่ใบหน้าเขาจะขึ้นสีระเรื่อ เขาหันไปอีกทางเพื่อพยายามปกปิดสีหน้าและความคิดที่กำลังกระเจิดกระเจิงของตัวเอง
…การอยู่กับคนที่ชอบโดยที่อีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรกับเราเป็นทั้งสุขและทุกข์อย่างหนึ่งของเขา แต่อย่างน้อยเขาก็ยังคิดว่าตนพอมีโอกาสอยู่บ้างที่จะทำให้ความสัมพันธ์นี้ก้าวหน้าขึ้น นั่นเพราะมิซึกิยังไม่มีใครในหัวใจ…
เขายังคิดไม่ออกเลยว่า หากมิซึกิมีคนที่ชอบขึ้นมา…เขาจะทำอย่างไรดี
ตอนนี้จึงได้แต่ทำในสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด เช่น การรออย่างอดทนไปก่อน เพราะก็ยังไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรกันแน่ ซึ่งตัวเองเขาก็รู้ดีว่าเด็กสาวคงจะพอรู้ความรู้สึกของเขาบ้าง แต่เธอก็ยังปฏิบัติกับเขาเช่นเพื่อนที่สนิท ทำให้โชปฏิบัติตัวเช่นเดียวกันตอบโดยไม่แม้แต่จะล่วงเกิน
มิซึกิสำหรับเขาเป็นเพื่อนสนิทและคนที่ชอบพอ…เขาเลือกที่จะถนุถนอมไม่ให้เปื้อนราคินใดๆ แต่ก็ยังมีความเป็นกันเองในพฤติกรรมของเขาเช่นกัน ไม่ได้เป็นการปกป้องจนเกินไปนัก…ผิดกับผู้หญิงอื่นที่เคยรู้จักที่เขาสามารถสัมผัสและล่วงเกินได้อย่างไม่แคร์
เขาจึงได้แต่หวังว่า การรอจะมีค่าขึ้นมาบ้าง…เท่านั้นเอง
มิซึกิลุกขึ้นยืน ก่อนจะบ่นให้โดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของเด็กหนุ่ม พลางเดินไปทางจุดเดิมที่เธอเคยนั่ง
“ ไม่ได้ขอให้อ่านซักหน่อยนะ ”
โชหันกลับมาหลังจากปรับสีหน้าของตัวเอง เขาเปลี่ยนเรื่องคุยในเวลาต่อมาเมื่อมองเด็กสาวที่นั่งขีดๆเขียนๆในสมุดจดนานแล้ว
“ แล้วเธอเขียนอะไรอยู่ล่ะ ? ”
นัยน์ตาสีเขียวเข้มภายใต้กรอบแว่นสีดำเหลือบมอง ขณะที่มือยังคงนั่งเขียนต่อไป เธอยิ้มน้อยๆก่อนตอบว่า
“ ทุกอย่างล่ะ การบ้านเอย หรือพวกการวางแผนต่างๆน่ะสิ เช่นวันนี้จะกินอะไร แล้วต้องซื้ออะไรบ้าง ”
โชมองมิซึกิทึ่งๆ “ โห…ต้องวางแผนขนาดนั้นเชียว ชีวิตมันจะเข้มงวดไปหรือเปล่า? ”
เด็กสาวส่ายหน้า “ ชีวิตมันต้องมีการวางแผนสิ จะได้ไม่เกิดความผิดพลาดยังไงล่ะ ”
คำพูดนั้นทำให้โชเลิกคิ้ว เพราะในชีวิตเขาไม่มีการวางแผนเลย และนั่นก็เป็นเหมือนสิ่งที่ครอบครัวของเขาคงจะอยากให้มีติดตัวบ้าง ไม่ใช่การเรียนไปวันๆแบบนี้โดยไม่มีการวางแผนถึงอนาคตของตัวเอง แต่การเรียนของเขาก็ใช่ว่าจะแย่ นั่นเพราะความที่เขาเป็นคนหัวดี ถ้าเด็กหนุ่มมีความขยันเขาคงมีการเรียนอยู่ในอันดับต้นๆของสายชั้นแน่ๆ
ท้องฟ้าสีครามสวยและเมฆขาวที่อยู่บนฟ้าทำให้ความคิดหนึ่งของโชผุดขึ้นมาได้ เขาลุกขึ้นนั่งและเอ่ยถามติดตลกขึ้นว่า
“ ไม่ใช่เธอวางแผนจะไปฆ่าคนอย่างที่เคยบอกฉันนะ ฮะฮะฮะ ”
เขาเอ่ยถามขึ้นเป็นเชิงล้อเล่น แต่ใจจริงคือการถามเพื่อมองลึกถึงความคิดแท้จริงของเด็กสาว เพราะเขาดูมิซึกิไม่ออก และเด็กสาวคนนี้ก็มีอะไรมากมายที่เขายังไม่รู้
เด็กสาวเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตนิ่งไปซักพัก เธอยิ้มอย่างมีเลศนัยและกล่าวเสียงเบาเหมือนพูดกับตัวเองว่า
“ ไม่หรอก…เพราะมันยังไม่ถึงเวลา…”
“ อะไรนะ? ” โชถามย้ำเพราะเขาไม่ได้ยินที่เธอพูด มิซึกิหันไปหาเขายิ้มๆก่อนตอบว่า
“ ฉันพูดว่า ไม่หรอกน่า ต่างหากล่ะ ”
สิ้นคำพูดเธอก็วางสมุดจดลงข้างตัว โดยเปิดหงายหน้าเอาไว้แล้วเอาปากกาคั่น เด็กหนุ่มที่เมื่อได้ยินคำตอบก็ยิ้มกว้าง เขาถอนหายใจเล็กน้อยด้วยความโล่งอกที่ครั้งนี้เธอตอบปฏิเสธในคำถามนั้น
มิซึกิลุกขึ้นยืน เธอปัดฝุ่นที่กระโปรงเล็กน้อยก่อนเดินไปทางลูกกรงของดาดฟ้า มือเรียวขาวสอดนิ้วเข้าไปที่ลูกกรงซึ่งกั้นระหว่างเธอกับท้องฟ้าสีครามเอาไว้
ลูกกรงที่คั่นอยู่ระหว่างเธอกับอากาศรอบๆดาดฟ้า ดูแล้วก็เหมือนกับกรงขัง เธอนึกภาพตัวเธอที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวภายในกรงและส่งเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ…ทว่ากลับไม่มีใครได้ยินเสียงเธอ
มิซึกิยังคงมองท้องฟ้านิ่ง ความคิดต่างๆประดังเข้ามาในหัว เธอกำซี่ลูกกรงแน่น ขบฟันดังกรอดด้วยอารมณ์โกรธขึ้งที่พลุกพล่าน ความทรงจำอันปวดร้าวผุดขึ้นในสมองราวกับย้ำเตือนให้ฝังแน่น หลับตาลงพร้อมกับใบหน้าที่ฉายแววแห่งความเจ็บปวด ทรมาน และคำภาวนาที่กำลังเปล่งเสียงร้องตะโกนดังก้องในจิตใจ!
ได้โปรด…ให้ความทรงจำอันเลวร้ายนี้หายไปเสียที
ได้โปรดเถอะ!
เด็กผู้หญิงเจ้าของเรือนผมสีน้ำเงินเข้มนั่งขดตัวอยู่ในห้อง ร่างกายมีรอยฟกช้ำ รอยของมีคมกรีดทั่วร่าง เลือดสีแดงสดไหลจากปากแผลก่อนหยดลงพื้นทีละหยด ทีละหยด และยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ
นัยน์ตาสีมรกตไร้สิ้นซึ่งอารมณ์ ชุดกระโปรงสีขาวนวลเปรอะเปื้อนไปด้วยรอยเลือด ก่อนที่ร่างจะกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเปิดประตู เด็กน้อยหันไปมองช้าๆพบเป็นชายวัยกลางคนเดินเซไปมา มือข้างหนึ่งถือขวดเหล้า เขาแต่งกายมอมแมม พลางเดินตรงไปนั่งที่เก้าอี้ตรงโต๊ะกินข้าวที่ตั้งอยู่ภายในห้อง
‘เฮ้…มีอะไรกินบ้าง?’
เขาเอ่ยถาม เสียงเขาอู้อี้เล็กน้อย มันแหบแห้งเนื่องจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์และความไม่ได้สติของคนพูด มิซึกิในวัยเด็กปรากฏแววตาของความหวาดกลัว ก่อนที่เสียงเล็กๆจะเปร่งออกมาด้วยความยากเย็น
‘มะ…ไม่มีค่ะ’
ตอบออกไปตามความสัตย์จริง เพราะตัวเองก็ไม่มีอะไรตกถึงท้องตั้งแต่เช้า จนตอนนี้เวลาเย็นเข้าไปแล้ว เมื่อได้ฟังคำตอบชายวัยกลางคนลุกขึ้นยืน ทำท่าฮึดฮัดด้วยความขัดใจ ก่อนเขาจะเขวี้ยงขวดเหล้าไปทางเด็กน้อยที่นั่งอยู่กลางห้อง พลางตะคอกว่า
‘ไม่มีได้ยังไง! แกก็ไปหามาสิ! แย่จริงๆเลย!!!’
เขาเดินเซเข้าไปในห้องครัวที่สภาพไม่ต่างจากภายในห้องเท่าไร่นัก นั่นคือ…สกปรกและข้าวของจัดไม่เป็นระเบียบ ทุกอย่างวางไว้ระเกะระกะไปหมด ชายวัยกลางคนพ่นลมหายใจด้วยความอ่อนแรง ก่อนบ่นกับตัวเองด้วยเสียงดังพอที่เด็กน้อยจะได้ยินว่า
‘ไม่น่าไปเก็บมาเลี้ยงเลย…ไอ้ตัวซวย แกมันทำให้ชีวิตฉันพังพินาศหมด!’
นัยน์ตาสีเขียวเข้มกระตุก สั่นคลอนตามแรงอารมณ์ ทว่ากลับไม่มีหยดน้ำใสออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้น ร่างกายเปียกไปด้วยเหล้าที่กระเด็นมาถูกตัว มือเล็กๆค่อยๆหยิบเศษแก้วขึ้นมาเก็บทีละชิ้นๆ
…เคยคิดโทษชะตาทุกครั้งที่นึกถึง ราวกับโลกนี้มืดมน ไร้สิ้นซึ่งทางออก…
.
.
.
.
และเหมือนว่าจะมืดมิดยิ่งกว่าเดิม…
ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ภาพที่ปรากฏตรงหน้าเด็กน้อยคือ ร่างของชายวัยกลางคนลอยอยู่เหนือพื้น คอถูกแขวนด้วยเชือกที่ผูกกับเพดาน ก่อนที่ร่างของเด็กหญิงจะถูกเพื่อนบ้านและตำรวจกับพยาบาลพาตัวออกไป เสียงคุยกันของผู้ใหญ่ระหว่างนำเด็กขึ้นรถพยาบาลดังจ้อกแจ้กไปมา
‘เด็กถูกทารุณกรรม และกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของผู้ตาย’
‘นายทาคุมิ เคยเป็นพนักงานบริษัท แต่ถูกไล่ออกจากงาน เพื่อนบ้านบอกว่าวันๆไม่ทำอะไรเอาแต่กินเหล้าครับ เห็นว่าไปก่อหนี้ซะใหญ่โต หาทางออกไม่ได้เลยคิดสั้น’
ตำรวจนายหนึ่งอธิบายให้กับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ฟัง นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่พยักหน้า ก่อนหันไปมองที่เด็กหญิงซึ่งกำลังนั่งให้แพทย์ตรวจร่างกายและสภาพจิตใจ ก่อนจะกล่าวว่า
‘เด็กคนนี้…คงต้องดูและซักระยะก่อนส่งไปสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า อย่างน้อยก็ยังดีที่ไม่ต้องเจอพ่อเลี้ยงทุบตีอีก’
นัยน์ตาสีมรกตมองมาที่นายตำรวจใหญ่เมื่อเขาหันไปทางอื่น ภายในใจคิดปฏิเสธคำพูดเขาดังก้อง
พ่อเลี้ยง?…คนๆนั้นไม่มีทางที่จะได้ชื่อว่าเป็น’พ่อคน’หรอก…ไม่มีใครเป็นพ่อแม่ของฉันซักคน แล้วคนที่ให้กำเนิดฉันมาคือใคร!?!
โลกนี้ช่างเลวร้าย…ทุกสิ่งทุกอย่างมีแต่ความมืด ถ้าพระเจ้าสร้างให้ฉันเกิดมารับกับสิ่งเลวร้ายขนาดนี้…ฉันขอไม่เกิดมาเลยจะดีกว่า
แต่ฉันเป็นเพียงแค่มนุษย์ ดังนั้นจึงต้องยอมรับสิ่งที่พระองค์ประทานให้!
มือเรียวสอดมือออกจากลูกกรง มิซึกิกำหมัดแน่น แผ่นหลังของเธอสั่นไหว ก่อนที่น้ำใสจะร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ กระทบกับผืนดินเบื้องล่างที่อยู่ต่ำลงไปหลายเมตร ใบหน้าหวานนั้นมีหยดน้ำตาปริ่มอยู่บริเวณขอบดวงตา ก่อนที่เธอจะหลับตาและเอามือเช็ดให้มันเหือดแห้งไป
นัยน์ตาสีเขียวเข้มแข็งกร้าว พร้อมกับหยดน้ำที่เหือดแห้งราวกับไม่เคยมีอยู่
อย่าร้องนะ...อย่าร้องอีกเลย
หัวใจดวงนี้...ร้องไห้มามากพอแล้วใช่มั้ย?
บอกกับตัวเอง...บอกกับหัวใจ
ให้เปลี่ยนหัวใจที่อ่อนแอนี้...เข้มแข็งเสียที
" เออ แล้วเธอคิดจะลงชมรมอะไรหรือยังล่ะ? "
โชเอ่ยถามเมื่อนึกขึ้นมาได้ ตัวเขานั้นอยู่ชมรมฟุตบอล และชมรมดนตรี มิซึกิหันกลับมาก่อนยิ้มพลายบนใบหน้า เพราะเธอนึกคำตอบเอาไว้แล้วเหมือนกัน
" คิดไว้แล้วล่ะ ชมรมวาดรูป กับอีกอย่างน่ะ อยากจะ...ออกกำลังกายซะหน่อย "
" หืม? จะลงพวกชมรมกีฬาด้วยหรอ? " โชถามอีก เขานึกภาพมิซึกิเล่นกีฬาชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บาสเก็ตบอล แบดมินตั้น เทนนิส และอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งตัวเองก็นึกไม่ค่อยออกนัก เพราะบุคลิกของเด็กสาวดูจะไม่ใช่คนที่เล่นกีฬา
ติ๊งต่อง!
เสียงออดโรงเรียนดังขึ้น ทั้งคู่จึงรีบเก็บข้าวของตนเอง ในขณะที่มิซึกิก้มลงเก็บสมุดจดคู่กาย หน้ากระดาษที่ถูกปากกาคั่นเอาไว้ เป็นหน้าที่มีรูปภาพของเซ็ตซึนะกับโคโนกะยืนคู่กัน ซึ่งเนื้อหาภายในหน้ากระดาษที่เคยมีเพียงชื่อและรายละเอียดเพียงเล็กน้อย ถูกเขียนเติมจนเต็มหน้า และมีสองประโยคที่ตัวใหญ่และมีปากกาสีแดงวงเอาไว้เพิ่ม ทั้งสองประโยคถูกโยงชี้มาทางตัวโคโนกะทั้งคู่
[ดูเป็นคนดี คุยง่าย ท่าทางจะรักหนังสือ]
[คิดว่าผ้าขาว...จะเป็นสีขาวได้ตลอดหรือเปล่า?]
ในขณะที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งลงมาทางบันไดเพื่อเข้าเรียน เด็กหนุ่มผมทองวิ่งนำหน้าเด็กสาว ทันใดนั้นนัยน์ตาสีเขียวเข้มปรายตามองไปเบื้องหลัง เมื่อประตูดาดฟ้าถูกลมตีเข้าและปิดลง แสงสว่างที่เคยลอดผ่านจึงหายไป เธอหันกลับมาทางเดิมด้วยสายตาที่เย็นชา
ไม่มีทางหรอก...ที่ผ้าขาวจะคงความขาวของตนได้ตลอดไป
เพราะอีกไม่นาน...ก็จะหม่นหมอง ปนเปื้อนด้วยความสกปรกนั่นแหละ
มนุษย์เองก็ไม่แตกต่างกัน
*************************************
ซู้ด…ฮ่า
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้น ยาวนานก่อนที่จะถอนหายใจออกมาดังๆ เป็นหนึ่งในสัญญาณว่าคนที่กำลังกระทำอาการแบบนี้คือคนที่กำลังพยายามเรียกสติตัวเองอย่างยิ่งยวด
คนที่กำลังถอนหายใจนอนทอดกายอยู่บนผืนหญ้าเขียวชะอุ่ม ที่ตอนนี้มีแสงแดดสีส้มฉาบลงมา เงาของต้นไม้ที่ปกคลุมให้ความร่มเย็นเคลื่อนไปมาตามแรงลม ที่นี่เป็นสถานที่เธอกับคนรักนั่งทานข้าวกลางวันเป็นประจำ ซึ่งเป็นที่เดิมที่ทั้งคู่นั่งทานข้าวกันเมื่อหลายวันก่อน ทั้งคู่เรียกที่นี่ว่า ‘สวนหลังห้องดนตรี’ เพราะเป็นสวนขนาดย่อมที่อยู่หลังห้องดนตรีของแผนกมัธยมปลาย
อาจดูแปลกเล็กน้อยที่ครั้งนี้คนที่กำลังนอนอยู่ไม่มีผู้พิทักษ์ข้างกาย นั่นเพราะเซ็ตซึนะถูกประธานชมรมตามตัวไป พวกเธอจึงนัดพบกันที่นี่เมื่อนักดาบสาวเสร็จธุระแล้ว และสาเหตุที่เธอนั่งใช้สมาธิอยู่นาน แต่ยังไงก็ไม่ได้ผลก็มาจากเหตุการณ์เมื่อวานที่ได้เจอกับเด็กสาวเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตเข้ม สวมแว่นสายตากรอบดำ เรือนผมสีน้ำเงิน กริยาน่ารักๆ…เธอจำได้แม่นว่าเด็กคนนั้นชื่อ มิซึกิ
มิซึกิ…สมชื่อ‘พระจันทร์เต็มดวง’จริงๆ โคโนกะคิด เพราะทุกอย่างที่เด็กคนนั้นทำล้วนดึงดูดคนรอบข้างได้ ทำให้คนต่างอยากอยู่ใกล้ ราวกับแสงสว่างจากดวงจันทร์ที่เฉิดฉายท่ามกลางความมืดของกลางคืน เธอรู้สึกคุ้นเคยกับเด็กคนนั้นอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะอาจเคยเจอกันมาก่อน แต่หากมีอะไรที่มากกว่านั้น ซึ่งโคโนกะเองก็ไม่ทราบเช่นกันว่าคืออะไร และนั่นทำให้เธอต้องมานอนสงบสติเพื่อพยายามหาคำตอบ
จู่ๆสายลมก็โหมพัดใส่ร่างบางที่กำลังนอนอยู่อย่างรุนแรง ทำให้โคโนกะต้องยกมือขึ้นป้องใบหน้า เด็กสาวลุกขึ้นนั่ง ก่อนหันไปตามแรงลมที่พัดเข้ามาปะทะ รู้สึกคลื่นบางอย่างที่คุ้นเคย พบเป็นเด็กสาวที่เธอกำลังคิดถึงเดินเข้ามาหา ในมือถือหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเธอจำได้ว่านั่นคือหนังสือเรื่อง ‘ตำนานเทพเจ้ากรีก ฉบับสมบูรณ์’ ที่มิซึกิเคยคุยกันเมื่อวานนั่นเอง
“ คุณ…? ” เอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจ ในขณะที่ฝ่ายที่เดินเข้ามาปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้า แสงแดดสีส้มฉาบให้ร่างของมิซึกิดูโดดเด่นขึ้น ด้วยนัยน์ตาสีเขียวเข้มเป็นประกาย และเรือนผมสีน้ำเงินยาวที่โบกสะบัดตามแรงลม
“ ขอโทษค่ะ ฉันเข้ามารบกวนอะไรคุณหรือเปล่า? ” ถามยิ้มๆอย่างสุภาพเมื่อมิซึกิเดินมาถึงตัวของโคโนกะ คุณหนูแห่งตระกูลโคโนเอะลุกขึ้นยืน พร้อมส่ายหน้าปฏิเสธ
“ ไม่ค่ะ ยังไม่กลับอีกหรอคะ? นี่ก็เย็นแล้วด้วย ”
“ ยังค่ะ พอดีติดธุระที่โรงเรียนนิดหน่อย บังเอิญเดินผ่านตึกเรียนแล้วเห็นคุณทางหน้าต่างห้องดนตรีค่ะ คุณเองก็ยังไม่กลับอีกหรอคะ? ” ย้อนถามยิ้มๆ ทำให้คนฟังหัวเราะแห้งๆ เพราะจะบอกได้ยังไงว่าคิดเรื่องของคนตรงหน้าอยู่ ทำให้โคโนกะรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ ขอโทษนะคะที่เสียมารยาท คุยกันนานแล้ว ฉันยังไม่รู้จักชื่อของคุณเลยน่ะค่ะ ”
“ อ้อ จริงสินะคะ ขอโทษค่ะ ฉันชื่อ ฮิราชิ มิซึกิ ค่ะ อยู่ห้อง 4-d ”
“ โคโนเอะ โคโนกะ ค่ะ อยู่ห้อง 4-a ” พูดแนะนำตัวเสร็จต่างก็จับมือกันและกัน
“ เก่งจังนะคะ ที่เพิ่งเข้ามาแต่ก็ได้อยู่ห้องควีนแล้ว ”
โคโนกะชม เพราะห้อง D ที่มิซึกิอยู่เป็นห้องที่รวมเด็กระดับหัวกะทิเอาไว้ แม้จะเป็นรองห้องคิง แต่ความจริงแล้วระดับความสามารถก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก ส่วนห้อง A ที่โคโนกะและเพื่อนๆอยู่กันเป็นห้องคละ‘แบบพิเศษ’ เพราะทางคุณตาของเธอเป็นคนจัดเองโดยไม่ให้แต่ละคนแยกไปอยู่ห้องอื่น เนื่องจากความแปลกไม่เหมือนใครที่มีทั้ง ผีดูดเลือด หุ่นยนต์ นินจา และเหล่าบรรดาพ่อมด แม่มด ที่ล้วนเป็นความลับทั้งสิ้น
“ ไม่หรอกค่ะ แต่อยู่ห้องนี่ก็เหนื่อยหน่อยที่มีการแข่งขันกันมากกว่าห้องธรรมดา ขออนุญาติเรียกว่า โคโนกะ ได้มั้ยคะ ฉันรู้สึกถูกชะตากับคุณ คุณก็เรียกฉันว่า มิซึกิ เถอะค่ะ ”
“ ยินดีค่ะ ฉันเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่าเราเคยเจอกันมาก่อนหรือเปล่าก็ไม่รู้ แปลกนะคะ ทั้งที่ไม่เคยเจอกันมาก่อน ไม่เคยคุยกันมาก่อน แต่กลับให้ความรู้สึกสนิทสนม เหมือนเคยรู้จักกันเป็นอย่างดี ”
โคโนกะเอ่ยจากความคิดของตนที่มีต่ออีกฝ่าย คำพูดของเธอทำให้มิซึกิยิ้ม ก่อนมิซึกิจะผายมือให้โคโนกะนั่งลงกับพื้นหญ้าเพื่อคุยกัน เมื่ออีกฝ่ายนั่งเสร็จเธอก็นั่งตาม พลางพูดติดตลกว่า
“ เราอาจเคยเจอกันมาก่อนก็ได้นะคะ คงจะเจอกันมาก่อนในชาติที่แล้วค่ะ ฮะฮะฮะ ”
“ นั่นสินะคะ ไว้ฉันจะลองทำนายดู เห็นอย่างนี้ฉันก็เป็นหัวหน้าของชมรมวิจัยโหราศาสตร์นะคะ ไว้คุณมิซึกิไปใช้บริการได้ รับรองความแม่นยำค่ะ ” พูดอวดด้วยความภาคภูมิใจ แน่นอนล่ะ ด้วยความที่ตัวเธอมีสายเลือดของผู้ใช้เวทมนต์ การทำนายจึงไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกที่เธอจะทำนายแม่น
รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้น นัยน์ตาสีมรกตเป็นประกายแวววับ
“ ขอบคุณค่ะ แต่ฉันว่าคุณน่าจะทำนายดวงของตัวเองก่อนดีกว่านะคะ ”
“ เอ๊ะ…? ”
คำพูดของมิซึกิทำให้โคโนกะร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ ในขณะเด็กสาวนัยน์ตาสีมรกตยิ้มหวานอย่างมีเลศนัย เธอนั่งกอดเข่า แขนบอบบางนั้นโอบล้อมรอบขาของตน มือทั้งคู่สอดประสานกันและกัน
“ ฉันเองก็ใช่ว่าจะเป็นนักทำนาย แต่ฉันคิดว่าจากนี้…และตลอดไป คุณควรจะระวังตัวเองให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวคุณเองเท่านั้น รวมไปถึงคนรักของคุณด้วย ”
โคโนกะที่กำลังจะอ้าปากถาม คำพูดนั้นถูกหยุดด้วยนิ้วชี้เรียวของมิซึกิที่แตะริมฝีปากของโคโนกะ เป็นเชิงบอกว่าอย่าเพิ่งพูดอะไรจนกว่าเธอจะพูดเสร็จแล้ว ก่อนที่เธอจะพูดต่อ
“ ความมืดกำลังคืบคลาน…และจะมาพรากของสำคัญของคุณไป หากคุณไม่อยากสูญเสีย…คุณก็จงเลือกที่จะเป็นคนเสียใจซะเอง แต่ไม่ว่ายังไง ไม่ว่าคุณจะเลือกทางไหน ทุกหนทาง…จะเป็นความเสียใจของคุณทั้งสิ้น ”
คำพูดราบเรียบ ที่กล่าวด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ช่างขัดกันเสียเหลือเกิน โคโนกะฟังคำพูดแล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ที่เด็กสาวตรงหน้าพูดจาด้วยคำพูดแปลกๆ ซึ่งเธอรู้สึกเชื่อในคำพูดของคนตรงหน้าเช่นกัน
“ ทำไมฉันจะต้องเสียใจล่ะคะ? ”
คำถามนั้น มิซึกิยังไม่ได้ตอบทันที เธอลุกขึ้นยืน ยื่นมือส่งมาให้โคโนกะเพื่อให้อีกฝ่ายจับและดันตัวขึ้นมา เมื่อคุณหนูแห่งตระกูลโคโนเอะลุกขึ้นยืนแล้ว นัยน์ตาสีเขียวเข้มของมิซึกิก็วาวโรจน์
“ นั่นเพราะว่า…” พูดละเอาไว้ ก่อนจะเขยิบใกล้เข้าไป ใบหน้าโน้มเอียงไปด้านข้าง กระซิบถ้อยคำที่หูของเด็กสาวผมสีน้ำตาลเข้มด้วยเสียงอันแผ่วเบา นุ่มนวล
“ นี่เป็นการแก้แค้นยังไงล่ะคะ ”
ดวงตาของโคโนกะเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนที่มิซึกิจะถอยออก เด็กสาวเจ้าของนัยน์ตาสีเขียวยกมือของคนตรงหน้าขึ้นมา ทันใดนั้นเธอก็ค่อยๆโน้มศีรษะลง และประทับริมฝีปากที่หลังมือของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มกว้างสดใส กล่าวด้วยเสียงหวานที่น่าฟัง
“ ขอให้คุณปลอดภัยค่ะ บุตรสาวแห่งตระกูลโคโนเอะ ”
พูดจบเธอก็ปล่อยมือของโคโนกะ ในขณะที่มือเรียวขาวของอีกฝ่ายยังคงนิ่งค้างอยู่อย่างนั้น นัยน์ตาสีน้ำตาลมองมือของตนที่เพิ่งถูกประทับจูบอย่างครุ่นคิด คุณหนูแห่งตระกูลโคโนเอะหันไปมองมิซึกิด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย ก่อนเธอจะลดมือลง
“ แก้แค้น…? ”
“ คุณทำอะไรน่ะ!?! ”
เสียงเซ็ตซึนะร้องดังขึ้น ก่อนเจ้าตัวจะรีบเดินเข้ามาจากทางข้างตึก โคโนกะกับมิซึกิหันไปมองทางต้นเสียงด้วยความตกใจ แต่เมื่อมิซึกิเห็นเจ้าของเสียงก็หันไปยิ้มหวาน ทั้งที่ผิดกับคนที่กำลังเดินลิ่วๆมาที่สีหน้าแสดงถึงความเคร่งเครียด กังวล ส่วนโคโนกะได้แต่มองคนรักงงๆที่ทำไมถึงแสดงท่าทีแบบนี้
เมื่อเดินมาใกล้ทั้งสองสาว เซ็ตซึนะจึงเดินเข้าไปบังตัวโคโนกะไว้ และดึงแขนของโคโนกะให้ถอยห่างออกมาจากมิซึกิ เด็กสาวนัยน์ตาสีเขียวเข้มมองการกระทำของอีกฝ่ายขำๆ ก่อนเซ็ตซึนะจะโพล่งคำถามออกไปด้วยน้ำเสียงห้วน
“ คุณคิดจะทำอะไรอีก คุณมิซึกิ!?! ”
คำถามนั้นทำให้โคโนกะหันขวับไปมองคนรักทันที ที่เซ็ตซึนะรู้จักกับมิซึกิ ความสงสัยและคำถามมากมายผุดขึ้นในหัวสมอง ทางด้านมิซึกิเธอยังคงแสดงท่าทางไม่เกรงกลัวนักดาบสาวเช่นเดิม บนใบหน้ามีรอยยิ้มหวานตลอดเวลา ซ้ำยังยักไหล่ท้าทายอีกต่างหาก
“ เปล่านี่คะ อย่างที่คุณเห็นว่าพวกเราแค่ยืนคุยกันเท่านั้น ” พูดพลางพยักเพยิดไปทางเด็กสาวอีกคนที่กำลังมีแต่เครื่องหมายคำถามเต็มหัว จนทำให้ต้องสะดุ้งเมื่อคู่สนทนาในตอนแรกโยนไม้ส่งต่อให้มาตอบคำถามนักดาบสาว
“ เราแค่ยืนคุยกันจริงๆจ้ะ เซ็ตจัง ว่าแต่…เซ็ตจังกับคุณมิซึกิรู้จักกันด้วยหรอ? ”
เป็นคำถามที่เซ็ตซึนะไม่อยากตอบมากที่สุด นัยน์ตาสีดำขลับจ้องไปทางมิซึกิด้วยความกังวล กลัวว่าเด็กสาวเจ้าวางแผนคนนี้จะบอกเรื่องจูบในห้องสมุดวันนั้นไป และนั่นสถานการณ์ก็จะยิ่งเลวร้ายลงกว่าเดิม แทนที่เรื่องจะจบกลับจะยิ่งยาวต่อไปอีก
…ยิ่งมีเรื่องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาตอนที่เธอไปทำธุระที่ชมรมทำให้เธอกลุ้มใจกับมิซึกิมากขึ้นเพราะคนตรงหน้าเต็มไปด้วยปริศนาที่ไม่รู้ว่ามีแผนอะไรต่อไป…
ดูเหมือนเด็กสาวผู้มากด้วยปริศนาคนนี้จะรู้ทัน เธอหัวเราะเบาๆในลำคอ ก่อนหันไปตอบคุณหนูแห่งตระกูลโคโนเอะแทนนักดาบสาว
“ ค่ะ ฉันกับคุณเซ็ตซึนะเคยเจอกันที่ร้านมินิมาร์ทที่ฉันทำงานพิเศษ พอดีฉันซุ่มซ่ามทำน้ำหกใส่เธอเข้า เธอเลยกลัวว่าฉันจะทำซุ่มซ่ามอะไรให้คุณเดือดร้อนน่ะค่ะ ”
คำพูดปดที่เพิ่งคิดได้สดๆทำให้เซ็ตซึนะสะดุ้ง นักดาบสาวหันขวับไปมองเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้มด้วยความสงสัย ตกใจ เพราะไม่นึกว่ามิซึกิจะช่วยพูดปกป้องเธอ แต่คำพูดที่ออกจากปากอีกฝ่ายโดยไม่มีการเตรียมการกันไว้ล่วงหน้าทำให้เซ็ตซึนะต้องพยายามเรียบเรียงคำพูดกับคนรักให้มีความน่าเชื่อถือ และนี่เป็นอีกครั้งที่เธอโกหกคนรักเกี่ยวกับมิซึกิอีกแล้ว ทั้งที่เธอแทบจะไม่โกหกโคโนกะเลย เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทั้งเธอและโคโนกะไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมันแสดงถึงความ ไม่จริงใจ
“ เอ่อ…ชะ ใช่ค่ะ โคโนจัง เดี๋ยวเรารีบกลับหอกันเถอะค่ะ เย็นแล้วด้วย เดี๋ยวคุณอาซึนะรอทานข้าวเย็นแย่ ”
เซ็ตซึนะรีบชวนกลับหอ ทั้งยังดึงแขนของคนรักให้เดินตามตัวอีก โคโนกะหันไปทางมิซึกิก่อนจะบอกลาและเดินนำออกไป ส่วนเซ็ตซึนะหันไปมองมิซึกิด้วยแววตาที่ดุดันก่อนจะหมุนตัวตามคนรักไป ทว่าเมื่อเดินไปได้สองสามก้าว เสียงหวานนั้นก็พูดตามหลังว่า
“ ลาก่อนค่ะ คุณรองประธาน ไว้เจอกันที่ชมรมพรุ่งนี้นะคะ ”
พูดจบก็หมุนตัวและก้าวเดิน เซ็ตซึนะมองตามแผ่นหลังเงียบๆ ใบหน้าที่เคร่งเครียด ค่อยๆผ่อนคลาย นัยน์ตาสีดำสนิทที่เคยดุดัน แข็งกร้าว กลับอ่อนลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นความเหนื่อยอ่อน นักดาบสาวถอนหายใจเล็กน้อย ร่างบางของคนตรงหน้าทั้งที่ลับสายตาไปแล้ว แต่เธอยังคงยืนนิ่ง เหมือนกับพยายามครุ่นคิดอะไรอยู่ และสิ่งเดียวที่เธอพบในหัวสมองอันว่างเปล่าคือ
ไม่เข้าใจ
เธอไม่เข้าใจมิซึกิเลย ทั้งที่มิซึกิเป็นคนน่ารักและมีเสน่ห์ดึงดูดใครมากมาย ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์น่ามอง แม้บนใบหน้าจะสวมแว่นสายตา แต่ผิวขาวอมชมพู นัยน์ตาสีเขียวเข้ม ผมสีน้ำเงินสะดุดตา สิ่งเหล่านี้กลับทำให้เด็กสาวดูโดดเด่นกว่าใครๆ แต่ทำไมเด็กสาวคนนี้ถึงทำตัวร้ายนัก มีแผนการค่อยปั่นหัวใครๆได้ตลอด
นี่ไม่น่าใช่ตัวตนที่แท้จริงของมิซึกิ…เซ็ตซึนะคิด ระหว่างครุ่นคิดเธอก็เดินตามโคโนกะเพื่อนกลับหอด้วยกัน ไม่รู้เพราะอะไร เธอเองก็ตอบไม่ได้ แต่เธออยากที่จะเข้าใจในตัวมิซึกิอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพราะอยากรู้แผนการอะไร ไม่ใช่เพราะจะทำให้สามารถปกป้องคนรักได้ แต่เพราะ…
เพราะเธอ ‘สนใจ’ มิซึกิ ต่างหาก!
ความต่างทำให้สามารถอยู่คู่กันได้
และความเหมือนก็อาจเป็นการทำลายกันและกัน
แต่บางสิ่งที่เป็นทั้งความเหมือนและความต่างล่ะ?
ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขึ้นอยู่ว่า มันเลือกที่จะอยู่ด้วยกัน หรือ เลือกที่จะทำลายกันเอง
เช่นแสงสว่างกับความมืด
ที่ทั้งอยู่คู่กัน…และไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
แต่หากความมืดไม่อยากอยู่ร่วมกับแสงสว่างล่ะ?
แสงสว่างก็จะหายวับไปน่ะสิ
---จบบททีั่่6---
ยาวอีกแล้ว 13 หน้าค่ะ (มันจะยาวขึ้นๆทุกตอนใช่มั้ย)
ช่วงนี้ขอเน้นตัวละครมิซึกิ(อีกครั้ง)นะคะ มีความรู้สึกเหมือนดำเนินเรื่องช้าไปหรือเปล่าไม่รู้ - -* แต่ก็ไม่อยากเร่ง ถ้าเห็นว่าเดินเรื่องช้าไป หรือว่าเร็วไปบอกนิดนึงนะคะ
ถ้าใครอ่านมาถึงตอนนี้คงจะพอทราบกันแล้วว่าฟิคเรื่องนี้เป็นแนวไหนกันแน่ค่ะ พยายามเขียนเหตุการณ์ในอดีตของมิซึกิให้ดูทึมๆ มืดๆ แต่ได้แค่นี้ก็พอใจแล้วค่ะ^^"a เพราะแก้แล้วไม่ดีขึ้น แหะๆ
ผลสอบตรง นิติ มธ. ออกแล้ว นัทไม่ติดตรง เสียดายค่ะ แต่เดี๋ยวเอา นิติ มธ.กับแอดกลางแทน จะสู้ๆกับมันอีกครั้ง
อ้อ ลืมไป สวัสดีปีใหม่ย้อนหลัง(เป็นสิบวัน)นะคะ ขอบคุณคนที่อ่าน คนที่เมนต์ แม้จะเป็นคนที่กดหลงเข้ามาก็ตามค่ะ ขอคำแนะนำด้วยนะคะ^^
Ps.ตัวหนังสือ เล็ก ไป กรุณาบอกด้วยนะคะ นัทจะได้แก้ไขให้ คอมนัทไม่เห็นน่ะค่ะ
Edited by RayChan, 13 January 2010 - 06:03 PM.
#54
Posted 15 January 2010 - 10:16 PM
ว่าแต่... แต่งไปได้ไงตั้งสิบสามหน้าแหน่ะ ขอคารวะ
เนื้อเรื่องมันคงจะออกแนวไปทางนั้นสินะ...
สู้ๆค่ะ เป็นกำลังใจให้เรื่องเรียนด้วย

"เห็นเงาในตาฉันไหม เห็นเธออยู่ในนั้นไหม รู้ใจกันบ้างไหม ว่าฉันนั้นคิดอะไร"
"เห็นเธอมานานรู้ไหม ไม่เคยมองใครที่ไหน ขอเพียงสักครั้ง แค่หันมาสบตาครั้งเดียวก็พอ"
#55
Posted 16 January 2010 - 06:58 AM
มิซึกิ ทำไมเธอถึงเกลียดโคโนกะนักหนา
โอ้ยยย อยากรู้
แต่งได้ไงคะเนี่ย ยาวมาก แต่สนุกได้อีก
มาอีกเร็วๆนะคะ จะรอ 55

ถ้าเป็นชิซึรุละก็ ได้ทุกเมื่อ
#56
Posted 23 January 2010 - 10:28 PM
ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีส้มเมื่อไม่กี่ชั่วโมง ถูกฉาบด้วยสีดำแห่งราตรี พระอาทิตย์ที่เคยให้แสงสว่างเลือนลับ มอบหมายหน้าที่ให้ดวงจันทร์ทำต่อ คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงสวย แสงสีเหลืองนวลอร่ามเฉิดฉาย โดดเด่นกลางท้องฟ้า
แกร๊ก!
เสียงเปิดประตูดังขึ้น ก่อนมันจะปิดลงเมื่อร่างสูงโปร่งเดินเข้ามา ทันทีที่ประตูปิดเด็กสาวผมดำเจ้าของห้องเอาหลังพิงประตูในเวลาต่อมา ทันใดนั้นร่างก็ค่อยๆทรุดนั่งลงกับพื้น ถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะเหตุการณ์ไม่กี่นาทีที่ผ่านมาทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมาก
ตลอดเวลาที่เดินทางกลับหอด้วยกัน แม้จะคุยกันไปมาระหว่างทาง แม้โคโนกะจะไม่ได้ถามถึงมิซึกิ แต่เธอรู้สึกไปเองหรือเปล่าว่าคนรักดูเงียบผิดปกติ ไม่แน่ใจว่าโคโนกะไม่พูดถึงมิซึกิเพราะไม่คิดระแวง หรืออยากให้เธอบอกเองกันแน่
อันที่จริงเธอจะบอกเรื่องมิซึกิไปก็เหมือนจะไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น เพราะข้อมูลแทบจะไม่มี แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากจะบอก เธอคิดไม่ออกว่าถ้าบอกไปเรื่องมิซึกิเป็นคนจูบเธอวันนั้น โคโนกะจะมีปฏิกริยายังไง ยิ่งมีเรื่องในชมรมอีก
“ ลาก่อนค่ะ คุณรองประธาน ไว้เจอกันที่ชมรมพรุ่งนี้นะคะ ”
คำพูดของมิซึกิไม่ได้ผิด…เพราะเด็กสาวมาเข้าชมรมเคนโด้เมื่อวาน ก่อนที่เธอจะไปพบโคโนกะเพียงไม่กี่นาที!
เซ็ตซึนะเดินไปเปิดหน้าต่างห้องนอนออก สายลมยามราตรีเข้าลอยเข้าปะทะหน้าเบาๆ เรือนผมสีดำสนิทพลิ้วไหว นัยน์ตาสีนิลจ้องมองพระจันทร์เต็มดวงบนท้องฟ้า ชวนให้นึกถึงเด็กสาวเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตกับเหตุการณ์ในชมรมเคนโด้เมื่อวาน
---เหตุการณ์เมื่อวาน---
“ อ้าว รุ่นพี่เซ็ตซึนะครับ! รุ่นพี่เซ็ตซึนะ! ”
เสียงเรียกของรุ่นน้องในชมรมดังขึ้น เมื่อเห็นเซ็ตซึนะและโคโนกะเดินออกมาจากอาคารเรียน เด็กหนุ่มวิ่งเข้ามาหาก่อนบอกว่า
“ คุณนาโอกิให้ไปพบที่ชมรมครับ เห็นว่ามีเด็กมาขอเข้าชมรมด้วย รุ่นเดียวกับพี่เซ็ตซึนะเลย เป็นผู้หญิงด้วยนะครับ! ”
“ หืม? เลยจะให้ฉันไปทดสอบเข้าชมรมให้สินะ? ”
เซ็ตซึนะถามด้วยรอยยิ้มขำๆ เพราะท่าทางของเด็กหนุ่มรุ่นน้องในชมรมดูตื่นเต้นจนปิดไม่มิด เนื่องจากในชมรมเคนโด้มีผู้หญิงน้อยมาก การทดสอบเข้าชมรมเป็นประเพณีของที่นี่ ที่เป็นการดูสภาพของร่างกาย ไม่ได้เป็นการทดสอบที่เคร่งครัดอะไรนัก ซึ่งจะต้องให้ประธานชมรมอย่างนาโอกิทดสอบ แต่ถ้าเป็นผู้หญิงมาสมัครเข้าชมรมจะให้ผู้หญิงที่มีฝีมือมากที่สุดทดสอบให้แทน ซึ่งก็เป็นเธอเองที่เป็นรองประธาน
ความจริงแล้วเซ็ตซึนะมีฝีมือมากกว่าประธานชมรมอย่างนาโอกิเสียอีก แต่เพราะหน้าที่ประธานชมรมเป็นงานที่หนักมาก เธอที่มีงานไปปราบปีศาจหรืองานอื่นที่เกี่ยวข้องกับโลกเวทมนต์ทำให้แทบไม่มีเวลาเข้าชมรมนัก
เซ็ตซึนะจึงหันไปบอกให้โคโนกะรอเธอที่สวนหลังห้องดนตรี ก่อนจะเดินไปที่ชมรมเคนโด้ ระหว่างเดินก็นั่งครุ่นคิดถึงเด็กใหม่ที่เข้ามา
อยู่ชั้นเดียวกัน…เป็นผู้หญิงด้วย จะเป็นคนยังไงนะ?
เปิดประตูเข้าไปพบคนในชมรมกำลังฝึกฝนกันอยู่ ทุกคนต่างก้มศีรษะให้กับรองประธานชมรมที่เดินเข้ามา เซ็ตซึนะพยักหน้าให้ด้วยรอยยิ้มเป็นเชิงบอกให้ซ้อมต่อเถอะ ก่อนจะหันไปเห็นร่างของเด็กหนุ่มสูงใหญ่ กำยำ ผมทองซอยสั้นยืนคุยอยู่กับเด็กสาวคนหนึ่งที่ใส่ชุดนักเรียนมัธยมปลาย นักดาบสาวมองไม่เห็นเพราะร่างของนาโอกิบังอยู่
“ คุณนาโอกิคะ? ดิฉันมาแล้วค่ะ ”
เอ่ยขึ้นก่อนจะเดินเข้าไปยิ้มๆ ประธานชมรมหันมาด้วยรอยยิ้มกว้าง บนแก้มมีรอยแผลเป็นถูกของมีคมบาดเป็นรอยกากบาท ทำให้รู้ว่าเขาจะต้องผ่านสนามมามากมาย นาโอกิตบบ่าเซ็ตซึนะอย่างคนอารมณ์ดี ด้วยท่าทางเป็นกันเองเพราะเขาอายุมากกว่าเด็กสาวสองปี
“ โอ้ เซ็ตซึนะ มาพอดีเลย นี่ไงเด็กที่จะเข้าชมรม ”
พูดพลางผายมือไป ก่อนที่เซ็ตซึนะจะต้องตะลึงเมื่อคนตรงหน้าเป็นเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้ม นัยน์ตาสีเขียวมรกตที่ชื่อ มิซึกิ! ฝ่ายที่ยืนอยู่ยิ้มหวานให้ ในขณะที่นักดาบสาวดวงตาเบิกกว้าง ยืนนิ่งค้างเป็นเวลานาน นาโอกิกล่าวต่อว่า
“ งั้นฉันขอแนะนำละกันนะ ฮิราชิ มิซึกิ คุณฮิราชิ นี่คือรองประธานชมรมของเรา ซากุระซากิ เซ็ตซึนะ ”
มิซึกืหันไปหานาโอกิกล่าวพลาวปรายสายตามองมาทางนักดาบสาวด้วยว่า ‘ไม่เป็นไรค่ะประธาน ฉันกับคุณเซ็ตซึนะรู้จักกันมาก่อนแล้ว’
“ ใช่ค่ะ…เรารู้จักกันเป็นอย่างดีเลย ”
เซ็ตซึนะพูดประชด มิซึกิยิ้มขำๆ ก่อนที่นาโอกิจะร้องเสียงดัง หัวเราะร่า
“ โอ้ งั้นเรอะ!?! ดีเลยๆ ฮ่าฮ่าฮ่า ไปๆ เซ็ตซึนะพาคุณฮิราชิไปเปลี่ยนชุดเร็ว! ”
เซ็ตซึนะถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะเดินนำเด็กสาวผมสีน้ำเงินไปทางห้องเปลี่ยนชุด
“ คิดอะไรหรอคะ ถึงมาเข้าชมรมเคนโด้? ”
เอ่ยเปิดการสนทนาขณะสวมชุด เสียงหวานของอีกฝ่ายหนึ่งดังตอบข้ามล็อคเกอร์มา เนื่องจากทั้งคู่แต่งตัวกันคนละล็อค
“ ฉันก็แค่อยากออกกำลังกายบ้างนี่คะ ”
“ ด้วยเหตุผลแค่นั้นงั้นหรอคะ? ”
“ ถ้าจะบอกว่า…เพราะมีคุณอยู่ด้วยล่ะคะ? ”
“ เอ๋…? ”
เซ็ตซึนะร้องด้วยความสงสัยทันทีที่ประโยคของอีกฝ่ายจบลง…มีความหมายอะไรแฝงอยู่หรือเปล่า? นักดาบสาวคิด เพราะตอนนี้ประโยคนั้นมันชี้ไปที่ความหมายเดียวในสมองของเธอ ซึ่งเธอก็ไม่อยากจะเชื่อในคำพูดของคู่สนทนาซักเท่าไร่ เสียงของคนที่อยู่ล็อคเกอร์ถัดไปหัวเราะคิกคัก ทำให้นักดาบสาวถอนหายใจก่อนพูดเสียงเรียบ ในขณะที่มือของตนก็กำลังผูกเชือกที่กางเกงฮากามะ
“ คิดว่าฉันจะเชื่อคำพูดคุณได้หรอคะ? ”
“ ก็แล้วแต่คุณว่าจะเชื่อหรือไม่ค่ะ…ว่าแต่ คุณเซ็ตซึนะใส่ชุดเสร็จหรือยังคะ? ”
มิซึกิพูดด้วยลักษณะยียวนเช่นเคย ก่อนเปลี่ยนเรื่อง ทำให้นักดาบสาวที่เพิ่งผูกเชือกเสร็จขมวดคิ้วกับคำถามของเด็กสาวปริศนา แต่ก็ยอมตอบไปโดยดี ‘เสร็จแล้วค่ะ ทำไมหรอคะ?’
เด็กสาวผมสีน้ำเงินไม่ได้ตอบ แต่โผล่ศีรษะมาที่ตู้ล็อคเกอร์ ยิ้มหวานให้ก่อนตอบว่า
“ คือ…ฉันใส่ชุดเคนโด้ไม่เป็นน่ะค่ะ ”
คำตอบนั้นทำให้เซ็ตซึนะขมวดคิ้วอีกรอบ แต่เพราะมิซึกิเป็นคนที่เพิ่งเข้าชมรมครั้งแรก ทำให้เซ็ตซึนะคิดในแง่ดีไว้ก่อนว่าอีกฝ่ายคงจะทำไม่เป็นจริงๆ นักดาบสาวนิ่งไม่ตอบโดยทันที แต่เมื่อเธอถอนหายใจเล็กน้อยนั่นก็ทำให้มิซึกิหัวเราะคิกคักออกมาได้
…ท่าทางจะรู้ทันแล้วเราล่ะสินะเนี่ย…เซ็ตซึนะคิดในใจ ก่อนเดินตามไปที่ล็อคเกอร์ข้างๆ มิซึกิที่สวมเสื้อกับกางเกงแล้ว เหลือเพียงผูกเชื่อและจัดเสื้อและตำแหน่งชุดให้ดีเท่านั้น
นักดาบสาวเดินไปยืนหน้ามิซึกิ เซ็ตซึนะรูปร่างสูงกว่าเด็กสาวตรงหน้าเล็กน้อย ในขณะที่มือเรียวยืนไปจัดเสื้อให้เข้าที่ก่อนผูกเชือกที่เสื้อ สายตาก็อดที่จะเหลือบมองร่างกายของคนตรงหน้าอย่างสนใจไม่ได้
เป็นคนผิวขาว…ตัวสูงพอๆกับโคโนจัง นักดาบสาวคิด ก่อนจะเอื้อมมือไปรับเชือกผูกเอวจากคนตรงหน้าในเวลาต่อมา เซ็ตซึนะค่อยๆโน้มตัวไปข้างหน้า จนใบหน้าอยู่บริเวณลำคอของมิซึกิ ในขณะที่มือก็โอบรอบเอวเพื่อจะผูกเชือกด้านหน้าลำตัวของอีกฝ่าย…ท่าทางของเธอเหมือนกำลังโอบกอดมิซึกิอยู่!
ลมหายใจอุ่นๆรดบริเวณลำคอขาว จมูกของนักดาบสาวสัมผัสกลิ่นกายหอมๆของคนตรงหน้า ในขณะที่มือก็ผูกเชือกที่เอวไปด้วยนั้น เหมือนเวลาภายในห้องแต่งตัวหยุดนิ่ง เนิ่นนาน ไม่มีใครพูดอะไรอีก จนกระทั่งเซ็ตซึนะรู้สึกตัวได้ว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ทำให้เธอถอยออกห่าง ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ เธอยกมือขึ้นปิดใบหน้าที่กำลังร้อนผ่าว ก่อนเอ่ยคำขอโทษเสียงแผ่วเบา
มิซึกิไม่พูดอะไร เธอจ้องมองเซ็ตซึนะนิ่ง พิจารณาเด็กสาวตรงหน้า เธอรู้สึกว่านักดาบสาวดูดีไม่น้อยเลยทีเดียว รูปร่างสูงโปร่ง นัยน์ตาคมเข้มราวกับมีพลังอำนาจ เรือนผมสีดำซอยยาวประบ่า ทั้งยังเป็นคนสุภาพ อ่อนโยน ไม่แปลกที่ใครๆต่างก็ชื่นชม หลงใหล
เซ็ตซึนะเองก็นิ่งเงียบ เพราะนัยน์ตาสีเขียวมรกตที่จ้องมาราวกับดึงดูดเธอ นักดาบสาวยืนนิ่งโดยที่ไม่รู้สึกตัวเลยว่ามือของมิซึกิยื่นผ่านลำคอของเธอมาสัมผัสกับเส้นผมสีดำสนิท นิ้วเรียวลูบเส้นผมช้าๆอย่างนุ่มนวล…น่าแปลกที่เซ็ตซึนะไม่ปฏิเสธการกระทำ!
“ คุณเป็นคนดี ใจดี อ่อนโยน ไม่แปลกที่ใครๆก็หลงชอบคุณ…ทำไม คนดีๆ…สิ่งที่ดีๆ ทุกอย่างที่สวยงาม…ถึงได้… ”
เสียงของมิซึกิแผ่วเบา นัยน์ตาสีเขียวเข้มสั่นคลอน ใบหน้าฉายแววความเจ็บปวด เซ็ตซึนะสัมผัสความรู้สึกเศร้าหมองของคนตรงหน้าได้ เมื่อเธอผูกเชือกเสร็จแล้ว เธอจับข้อมือของอีกฝ่ายที่อยู่บริเวณลำคอของตนก่อนจะค่อยๆลดมือนั้นลง
“ ถึงได้อะไร? คุณมิซึกิ…คุณ…มีอะไรหรือเปล่า? ”
เซ็ตซึนะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ก่อนที่มิซึกิจะหันหน้าหนี เธอสะบัดข้อมือที่ถูกนักดาบสาวจับให้พ้นจากการเกาะกุม ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบว่า
“ไปเถอะค่ะ คุณนาโอกิรอแย่แล้ว”
พูดจบร่างบางก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ร่างสูงมองตามด้วยความกังวล
คนดีๆ…สิ่งที่ดีๆ…ถึงได้…
ถึงได้อะไรหรอ…ตอบฉันได้มั้ย? คุณมิซึกิ!?!
คุณ…มีอะไรอยู่ในใจ…มีอะไรอยู่ข้างในเปลือกนอกที่ร้ายกาจนี้กันแน่!?!
การทดสอบเริ่มขึ้นโดยเป็นการให้ลองแข่งเคนโด้กับเซ็ตซึนะเพื่อดูสภาพร่างกาย มิซึกิเป็นคนที่มีความสามารถมากคนหนึ่ง เธอมีการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว ว่องไว และเกือบจะทำให้เซ็ตซึนะพลาดท่าในตอนแรกอีกต่างหาก เพราะในตอนเริ่มนั้นนักดาบสาวคิดดูถูกฝีมือของเด็กสาวนัยน์ตามรกตไม่น้อย
แต่เมื่อพบการโจมตีในครั้งแรกที่ดาบไม้ของอีกฝ่ายแทงพุ่งเข้ามาบริเวณหน้าโดยที่เธอแทบจะไม่ทันตั้งตัวมาก่อน
ซึ่งเซ็ตซึนะเกือบหลบไม่ทัน ถ้าไม่ใช่เพราะความชำนาญในการฝึกฝนและการกรำศึกมานาน คงจะต้องเสียคะแนนแรกให้กับมือสมัครเล่นตรงหน้าเป็นแน่
การทดสอบจบลงโดยที่ทั้งสองคะแนนเป็นของเซ็ตซึนะ ซึ่งนักดาบสาวจบการแข่งขันโดยการสะบัดดาบไม้ของตนที่ดาบไม้ของมิซึกิเร็วๆ ก่อนจะฟาดดาบไม้ขึ้นเมื่อเห็นข้อมือของอีกฝ่ายเริ่มจับไม่มั่นคง ทำให้ดาบไม้ของมิซึกิลอยขึ้นกลางอากาศ และวินาทีนั้นนักดาบสาวก็แตะปลายดาบที่ข้อมือของมิซึกิทันที ทำให้เธอเป็นฝ่ายได้คะแนนในยกที่สอง และเป็นการจบการแข่งขัน
เมื่อจบการทดสอบ ทุกคนในชมรมที่นั่งล้อมสนามอยู่นั้นต่างปรบมือให้คนทั้งคู่ เซ็ตซึนะและมิซึกิคำนับให้กันและกัน ก่อนที่ทุกคนในชมรมต่างเข้ามารุมล้อมมิซึกิด้วยความชื่นชมที่เด็กใหม่คนนี้มีความสามารถมาก
“ เยี่ยมยอดเลย คุณฮิราชิ เซ็ตซึนะด้วยฝีมือดีเหมือนเคยนะ ”
นาโอกิเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทั้งเซ็ตซึนะกับมิซึกิยิ้มให้กับประธานชมรม ก่อนที่เซ็ตซึนะจะแยกตัวไปเปลี่ยนชุด ในขณะที่มิซึกิกำลังฟังนาโอกิและคนในชมรมอธิบายเรื่องกฏระเบียบและสิ่งต่างๆในชมรม รวมถึงค่าชุดที่จะต้องนำมาจ่ายในวันพรุ่งนี้ด้วย ซึ่งชมรมเคนโด้นั้นจะมีเข้าเพียงแค่ 3 วันเท่านั้น คือ วันจันทร์ พฤหัส และศุกร์ นั่นเอง
เมื่อเซ็ตซึนะเดินออกจากห้องแต่งตัวในชุดนักเรียนแล้ว ก็เห็นมิซึกินั่งดื่มน้ำในเก้าอี้นั่งตัวยาว นักดาบสาวเดินเข้าไปหาและชื่นชมในฝีมือของอีกฝ่ายที่ดีเยี่ยม ในขณะที่มิซึกิยิ้มให้แทนคำตอบ ก่อนที่นัยน์ตาสีเขียวจะเหลือบเห็นสิ่งที่นักดาบสะพายอยู่ที่ไหล่ของตน เอ่ยถามว่า
“ นั่นอะไรหรอคะ? ”
“ อ๋อเนี่ยหรอคะ ดาบน่ะค่ะ ” พูดพลางยื่นให้ดู ในขณะที่มิซึกิรับมามองด้วยความสนใจ
“ ดาบจริงงั้นหรอคะเนี่ย? ”
เซ็ตซึนะพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนจะยื่นไปรับดาบของตนมาสะพาย มิซึกิวางขวดน้ำลงข้างตัวก่อนถามว่า
“ ในความคิดของคุณ ดาบคืออะไรหรอคะ? ”
เซ็ตซึนะทำหน้านึก ดาบ ในความคิดของเธอมีความหมายหลายอย่าง มีความสำคัญเหมือนกับชีวิต สำหรับเธอคงจะเป็นการปกป้องคนสำคัญด้วย
“ คงจะหมายถึง…การปกป้องคนสำคัญล่ะมั้งคะ ”
มิซึกิลุกขึ้นยืน พลางยิ้มให้กับคำตอบ ก่อนเธอจะพูดถึงคำตอบในแบบของเธอบ้าง
“ สำหรับฉัน ดาบ…คือสิ่งที่มาพร้อมกับการต่อสู้ และการปกป้อง…แต่การปกป้องโดยไม่สู้ เห็นจะไม่ใช่วิถีแห่งดาบค่ะ ”
พูดจบก็ทำท่าจะเดินเข้าห้องแต่งตัว แต่มือแกร่งของคนร่างสูงเดินตามเข้ามาคว้าไว้ได้ทัน นัยน์ตาคมเข้มจ้องลึกไปในดวงตาสีเขียวของคนตรงหน้า เอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ แล้วคุณ…สู้เพื่อปกป้องอะไรอยู่!?! ”
มิซึกิมองหน้าคนที่กำลังจับแขนของตนให้ปล่อย ทว่าอีกฝ่ายกลับบีบให้แน่นขึ้นไปอีก เธอทำท่าทางไม่สนใจก่อนพูดว่า
“ ทำไมฉันจะต้องบอกคุณด้วยล่ะคะ? ”
“ ตอบฉันมา! คุณมิซึกิ!…คุณสู้เพื่ออะไร! แล้วโคโนกะเกี่ยวอะไรด้วย!?! ”
ในตอนแรกที่มิซึกิทำท่าฮึดฮัดจะเดินหนี ทั้งที่ได้ยินคนตรงหน้าขึ้นเสียงด้วยอารมณ์โกรธเด็กสาวก็ไม่ยอมแพ้ ทว่าเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายทำให้เด็กสาวหันกลับมาเผชิญหน้า พร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน
“ อ๋อ…ที่คุณต้องการคำตอบเพราะคุณอยากจะช่วยเธอใช่มั้ยคะ? ใช่สิคุณเป็นคนรักของเธอนี่ ฉันจะบอกให้เอาบุญ! ว่าการที่ฉันปกป้องอะไรอยู่มันไม่สำคัญกับคุณอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยมันก็มีคุณเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มันมา!”
“ แล้วโคโนกะเกี่ยวอะไรด้วย!?! ”
ทั้งคู่ตะโกนใส่กันเสียงดัง ดีที่อยู่ในห้องแต่งตัวด้วยกันทั้งคู่ ไม่งั้นคนในชมรมคงแตกตื่นแน่ๆ เซ็ตซึนะจ้องอีกฝ่ายด้วยแววตาดุดัน ในขณะที่อีกฝ่ายเองก็จ้องตอบแบบไม่ยอมแพ้ แขนของมิซึกิเริ่มเป็นรอยแดงเพราะการกดน้ำหนักแต่เธอก็ไม่แสดงความเจ็บปวดซักนิด
“ ฉันจะบอกคุณทำไม ในเมื่อคุณไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับฉันเลยซักนิด! ”
คำพูดของมิซึกิส่งผลให้เซ็ตซึนะเผลอปล่อยมือ ก่อนที่ร่างบางจะวิ่งออกจากห้องไป เซ็ตซึนะยืนนิ่ง เสียงของมิซึกิยังคงดังก้อง
‘คุณไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับฉันเลยซักนิด!’
ใช่…ทั้งฉันและเธอต่างก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรต่อกัน
แต่ทำไม…คำพูดนั้นกลับทำให้รู้สึกเจ็บได้ขนาดนี้กัน?
ฉันเป็นเพียงแค่…เครื่องมือ ของคุณเท่านั้นเองงั้นหรอคะ?
ในขณะที่นักดาบสาวกำลังจะเดินออกจากห้อง เธอกลับเห็นสิ่งหนึ่งบนพื้นไม้ เป็นรอยหยดน้ำเล็กๆอยู่บนพื้นที่ยังชื้นอยู่แสดงว่าเป็นรอยใหม่ที่เพิ่งเกิดไม่นาน
นักดาบสาวนั่งลง นิ้วชี้แตะไปที่หยดน้ำเล็กๆนั่น ก่อนที่สายตาจะมองไปที่ประตูด้วยความฉงน ขมวดคิ้วเครียดๆ นึกถึงคนที่เพิ่งวิ่งออกไป
“นี่มัน…น้ำตา งั้นหรอ?”
---จบการย้อนเหตุการณ์---
เซ็ตซึนะปิดหน้าต่างห้องลง ก่อนจะล้มตัวลงกับเตียง ยกมือก่ายหน้าผากด้วยความกลุ้มใจ
“ตกลง…คุณมิซึกิต้องการอะไรกันแน่? ”
ทางด้านห้องที่อยู่ติดกัน ในขณะที่เพื่อนร่วมห้องซึ่งเป็นเด็กสาวผมส้มนอนแล้ว หากแต่อีกคนกลับนั่งนิ่งอยู่บนเตียง ดวงตามองไปที่พระจันทร์เต็มดวง คำถามต่างๆประดังเข้ามามากมาย
โคโนกะแม้จะได้ฟังมิซึกิบอกไปแล้วว่าทำไมถึงได้รู้จักกับเซ็ตซึนะ แต่ท่าทางของคนรักของเด็กสาวนัยน์ตาสีเขียวเวลาที่คุยกันกลับให้ความรู้สึกบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ ความรู้สึกที่เหมือนกับ…รู้กันเพียงสองคน เธอไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้น
เธอยังจำได้ว่าเมื่อเธอเดินออกห่างจากทั้งคู่ไปแล้ว แววตาที่คนรักจ้องมองมิซึกิเปลี่ยนไป จากที่ดุดัน เปลี่ยนเป็นความกังวล ห่วงใย ยิ่งรอยยิ้มใต้ต้นไม้นั่นอีก ทำให้เธอชักแน่ใจว่าอาจเป็นรอยยิ้มที่เซ็ตซึนะให้กับมิซึกิก็เป็นได้ เพราะมีเพียงมิซึกิเท่านั้นที่เข้ามาคุยกับเซ็ตซึนะจริงจัง
…บางทีเธออาจจะคิดผิดก็ได้ อาจจะเป็นคนอื่น…โคโนกะตัดสินใจที่จะรอดูอีกครั้ง เพราะตอนนี้ยังไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมาให้เห็นแน่ชัด รวมทั้งเด็กสาวที่ชื่อมิซึกิที่จะต้องมีบางอย่างเกี่ยวข้องกับเธอแน่ แต่ในเมื่อเกี่ยวข้องกับเธอ…ทำไมถึงเอาคนรักเข้าไปเกี่ยวพันด้วยกัน?
‘นี่เป็นการแก้แค้นยังไงล่ะคะ’
การแก้แค้น…? ใช่!...สิ่งที่คุณมิซึกิต้องการคือ แก้แค้น!?!
แล้วเราไปทำอะไรให้เธอแค้นตอนไหนล่ะ!?!
'ขอให้คุณปลอดภัยค่ะ บุตรสาวแห่้งตระกูลโคโนเอะ'
บุตรสาวแห่งตระกูลโคโนเอะ...อาจจะเป็นสิ่งนี้ก็ได้
สิ่งที่คุณมิซึกิต้องการที่แท้จริง คือ การแก้แค้นตระักูลโคโนเอะนี่เอง!
ตระกูลโคโนเอะ...มีเบื้องหลังอะไรกับคุณมิซึกิกันแน่!?!
---จบบทที่ 7---
รีบปั่นมากกกกกกกก เพราะจากนี้้คงอีกนานกว่าจะได้มาลงค่ะ เนื้อเรื้องไม่ไปไหน อ๊ากกกกก หวังว่ามันคงจะไม่เดินเรืองช้าไปจริงๆนะ
มันไม่ช้าไปแน่นะคะ ตอนนี้นัทกลุ้มมาก เหมือนตัวเองแต่งช้าไปมั้ย บอกนัทนิดนึงนะคะ
ครั้งต่อไปจะพยายามเดินเรื่องให้เร็วขึ้นอีกค่ะ
แต่งไปแต่งมาเหมือนเซ็ตซึนะเจ้าชู้ขึ้นทุกวัน = ="
บายค่ะทุกท่าน
Edited by RayChan, 24 January 2010 - 10:53 AM.
#57
Posted 26 January 2010 - 03:18 PM
แต่คาดว่าอาจจะยังเดาไม่ถูก ก็คงต้องติดตามต่อไป
ชอบจังเวลย ฟิคยาว อ่านได้ตลอด 55
แต่อ่านๆแล้วทำไมเซ็ตซึนะดูห่วง เหมือนมีเยื่อใยให้มิซึกิยังไงก็ไม่รู้
ไม่นะ เซ็ตจัง อย่านอกใจโคโนจังนะ!!

ถ้าเป็นชิซึรุละก็ ได้ทุกเมื่อ
#58
Posted 26 January 2010 - 09:08 PM
(อ้ากกกกก เมื่อไหร่ตัวเองจะแต่งได้อย่างนี้บ้าง)
เดาไม่ถูกเลยแฮะว่าเนื้อเรื่องจะเป็นยังไงต่อไป
ถ้าให้เดาเซ็ตซึนะต้องแอบนอกใจแน่เลย!!! (/me โดนรุมกระทืบ)

"เห็นเงาในตาฉันไหม เห็นเธออยู่ในนั้นไหม รู้ใจกันบ้างไหม ว่าฉันนั้นคิดอะไร"
"เห็นเธอมานานรู้ไหม ไม่เคยมองใครที่ไหน ขอเพียงสักครั้ง แค่หันมาสบตาครั้งเดียวก็พอ"
#59
Posted 27 January 2010 - 07:49 PM
#60
Posted 02 February 2010 - 06:31 PM
แฮ่ก…แฮ่ก
เสียงหอบหายใจหนักดังขึ้นภายในอพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว
แฮ่ก…แฮ่ก
บนเตียงนอนที่ตอนนี้ร่างบางของเด็กสาวกำลังบิดไปมาด้วยความเจ็บปวด เหงื่อท่วมตัว ในขณะที่มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกบริเวณหัวใจแน่น หายใจหอบอย่างหนัก
มิซึกิเป็นอาการอย่างนี้มาได้ซักพักแล้ว…ตั้งแต่ตกดึก จนถึงตอนนี้เป็นเวลาที่ยาวนานพอสวมควร และดูเหมือนอาการเจ็บปวดของเธอจะไม่ทุเลา มีแต่จะหนักยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
เด็กสาวพยายามออกแรงยันตัวขึ้นเพื่อเดินไปหยิบขวดยาหลายชนิดที่วางไว้บนโต๊ะซึ่งอยู่ไม่ห่างจากเตียงนอนเท่าไร่นัก เนื่องจากความมืดและด้วยร่างกายที่ไม่มีแรงทำให้มือที่กำลังเอื้อมไปหยิบปัดขวดยาจนล้ม เม็ดยากระจายเต็มพื้น เด็กสาวไม่มีเวลาที่จะสนใจอะไรอีก เธอรีบหยิบยาขึ้นมาเต็มกำมือก่อนจะกลืนมันลงโดยที่ไม่กินน้ำตาม
มิซึกินอนหงายกับพื้นด้วยความเหนื่อยอ่อน ดูเหมือนยาแก้ปวดที่กินเข้าไปเป็นกำนั้นจะช่วยได้บ้าง ทว่า…มันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
“ อุ๊บ! ” เด็กสาวร้องด้วยความเจ็บปวด มือกุมหัวใจอีกครั้ง…เสียงหัวใจดัง ตุบ ตุบ ความเจ็บปวดนั้นไม่ได้มีแค่ที่หัวใจเท่านั้น หากแต่เป็นทั่วร่างกาย เพียงแต่ความเจ็บบริเวณหัวใจนั้น เจ็บมากกว่าส่วนอื่นต่างหาก
ปึง!
มิซึกิทุบพื้นด้วยความโกรธ เธอเป็นอย่างนี้มานานแล้ว…เป็นโรคประหลาดที่ไม่สามารถรักษาได้ ไม่รู้ว่าวันไหนอาการจะกำเริบ แม้หมอจะไม่รู้สาเหตุ…แต่เธอเองก็พอจะทราบดี
นัยน์ตาสีเขียวเข้มที่อ่อนล้า มองลอดผ่านแว่นสายตามาบริเวณแขนของตนเอง ที่ตอนนี้เหมือนจะมีบางอย่างปรากฏขึ้น
…ไอสีดำสนิท…มันดำมืดยิ่งกว่าความมืดยามราตรีเสียอีก ไอดำค่อยๆปรากฏขึ้นล้อมรอบตัวเด็กสาวผมสีน้ำเงินเข้ม มิซึกิที่เห็นดังนั้นก็กัดฟันกรอด…อีกแล้วหรอ…
บริเวณหน้าต่างที่ถูกเปิดค้างไว้ ผ้าม่านสีเทาโบกสะบัดไปตามสายลม ทันใดนั้นมือเรียวของบุคคลผู้หนึ่งก็เลิกผ้าม่านออก ก่อนจะก้าวเข้ามาภายในบริเวณห้อง
แสงจันทร์สาดส่อง เผยให้เห็นรูปร่างสูงของบุคคลปริศนาผู้สวมผ้าคลุมสีดำ นัยน์ตาสีทองอร่ามเจิดจ้าท่ามกลางความมืด เขามองเด็กสาวที่กำลังเจ็บปวดก่อนจะเผยรอยยิ้มภายใต้ผ้าคลุมนั่น
“ อีกแล้วสินะ…”
เสียงทุ้มราวชายหนุ่มวัยกลางคนเอ่ยขึ้น เสียงนั้นดูมีพลังอำนาจ มันก้องไปทั่วห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ มิซึกิหันขวับมาหาต้นเสียงด้วยความตกใจ ทว่า…เมื่อเธอพบบุรุษปริศนาผู้นี้เธอกลับไม่แสดงอาการตกใจกลัวออกมา บนใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้จะอ่อนล้า โรยแรง แต่ตอนนี้กลับมีรอยยิ้มหยันปรากฏ
“ …รู้สึกจะมาถูกเวลาเหลือเกินนะคะ ”
เสียงแหบพร่าเอ่ย เด็กสาวออกแรงยันตัวลุกขึ้นนั่งที่ปลายเตียง ในขณะที่คู่สนทนาเดินไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้ตัว นัยน์ตาสีทองมองไปที่ไอดำที่อยู่รอบตัวมิซึกิแล้วหัวเราะเบาๆในลำคอ
“ หึ…ถ้าไม่มาถูกเวลา เธอจะยอมรับคำชวนฉันหรือไง? ”
“ คุณก็น่าจะรู้คำตอบดีอยู่แล้วนี่ ”
เด็กสาวตอบไปทันที ก่อจะหันไปมองทางอื่นด้วยไม่อยากคุยกับคู่สนทนาเท่าไร่ บุรุษปริศนาถอนหายใจเล็กน้อย
“ แล้วยอมทนเจ็บอย่างนี้เรื่อยๆน่ะหรอ? ถ้าเธอยอมรับคำชวนฉันซะ…แม้แต่สิ่งที่เธอหวัง เธอก็จะได้มันมา ”
“ สิ่งที่ฉันหวัง…ฉันสามารถเอามันมาเองได้ ”
“ แน่ใจหรอว่าเธอจะเอามันมาได้? หึหึ…โคโนเอะ ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะทำอะไรได้ง่ายๆหรอกนะ จริงอยู่ที่เธอมีแผนการที่ดี แต่รู้มั้ย?ว่ามันมีจุดอ่อนในแผนนั้นเช่นกัน ”
สิ้นคำพูด มิซึกิหันขวับไปหาเขาทันที ใต้ผ้าคลุมดำสนิทเผยรอยยิ้มมุมปาก เขาวางมือลงที่โต๊ะข้างหน้าตน นิ้วเรียวที่โผล่พ้นชายผ้าคลุมยื่นมาจับหมากรุกสีขาวที่วางอยู่ขึ้นมา ก่อนหันไปหาเด็กสาว กล่าวด้วยเสียงทุ้มๆเช่นเดิม
“ จุดอ่อนก็คือ…เธออาจจะเป็นกระจกไร้ค่าน่ะสิ ”
มิซึกิที่ได้ยินเบิกตาโพลง ก่อนจะขมวดคิ้วเครียดๆเพราะเธอดูจะแปลความหมายที่เขาพูดออก แต่กระนั้นก็ยังปฏิเสธ “ ไม่มีทาง…”
บุรุษปริศนาหัวเราะเบาๆด้วยนึกขันที่คู่สนทนาปฏิเสธ ทั้งที่เขาดูก็รู้ว่าเด็กสาวตรงหน้าเริ่มจะคิดได้ว่ามันอาจจะเป็นจริงดังที่เขาพูด นิ้วเรียวของเขาวางหมากรุกสีขาวที่อยู่ในมือลง ก่อนจะหยิบหมากรุกสีดำขึ้นมาบ้าง ดวงตาสีทองเจิดจ้ามองหมากรุกสีดำนิ่ง กล่าวโดยไม่มองคู่สนทนาว่า
“ เอาเถอะ ระวังอย่าให้ตกหลุมพรางที่ตัวเองสร้างไว้ก็แล้วกัน เพราะแทนที่เธอจะคอยมองให้เหยื่อมาติดกับ เธอจะติดกับซะเอง…แล้วก็จะไม่มีทางแก้ไขได้อีกต่อไป เธอจะกลายเป็นหนึ่งในตัวหมาก ที่มีตัวเธอเองเป็นคนเดิน ”
มิซึกินั้นเมื่อฟังเขาพูดจบ เธอก็ยิ้มบางๆ กล่าวด้วยเสียงราบเรียบ
“ หึ…แล้วคุณก็จะถือโอกาสเดินตัวหมากของฉันทันทีใช่มั้ยล่ะ? ” หากแต่บุรุษปริศนาส่ายหน้า เขาวางมือเกยคาง ในขณะที่อีกมือหนึ่งยกหมากรุกสีดำขึ้นสูง แสงจันทร์สาดส่องมากระทบกับตัวหมากเป็นมันวาว ดวงตาสีทองวาวโรจน์
“ เธอก็น่าจะรู้…ว่าฉันต้องการความสมัครใจ ”
“ ไม่เบื่อหรือไงที่มาได้ประจำ ”
“ ไม่…เพราะฉันจะมาดูสภาพเธอด้วยว่าถูกใครแย่งชิงไปหรือเปล่า ยิ่งการที่เธอมีสภาพนี้…มันจะทำให้ใครๆรู้ได้ง่ายว่าเธอมีอะไรอยู่ข้างใน ”
พูดพลางหันไปมองที่ร่างบาง ดวงตาของเขาจับจ้องที่ไอดำมือที่ยังคงแผ่ออกจากร่าง มิซึกิเห็นสายตาของเขาที่มองไอดำซึ่งล้อมรอบตัวเธอ ดวงตาสีทองเจิดจ้านั่นแสดงออกถึงความพอใจในแววตา
“ กลับไปเถอะ…คำตอบของฉันยังคงเหมือนเดิม…ไม่เปลี่ยนแปลง ” สิ้นคำพูดเด็กสาว เจ้าของนัยน์ตาสีทองก็ถอนหายใจ เขาลุกขึ้นยืน ก่อนจะพูดกับมิซึกิว่า
“ จะยอมทนเจ็บต่อไปก็เชิญ แต่อย่าคิดว่าเธอจะทำให้มันหายไปได้…มันไม่มีทางหายไป จนกว่าเธอจะยอมรับมัน ”
พูดจบเขาก็โยนหมากสีดำไปที่เตียงนอน มันลอยเคว้งกลางอากาศก่อนจะตกลงข้างตัวเด็กสาว นัยน์ตาสีเขียวมองตัวหมากที่นอนนิ่งบนเตียง ด้วยแววตาที่ยากจะอ่านได้
“ เธอคงจะเข้าใจความหมายใช่มั้ย? ราตรีสวัสดิ์ ”
เสียงทุ้มดังขึ้น ก่อนที่ร่างของบุรุษปริศนาจะก้าวออกไปทางหน้าต่าง ผ้าม่านที่ถูกสายลมพัดพา บดบังร่างของเขาจนหายวับไป
มิซึกิหยิบหมากสีดำมามอง ก่อนเธอจะกำมันแน่นราวกับจะบีบให้แตกคามือ เด็กสาวซุกหน้าลงกับเตียง มืออีกข้างกำผ้าห่มจนแน่น
เข้าใจสิ…เข้าใจดีเชียวล่ะ
สีดำ…ไม่มีทางเป็นสีขาวได้
ต้องยอมรับ…ว่าตัวเอง เป็น สีดำ
ฉัน…เป็นเพียงภาชนะที่มีสิ่งที่พวกมันต้องการ…แล้วก็จะไร้ค่าเมื่อมันได้ไป
ก่อนที่ความเจ็บปวดจะประดังเข้ามาอีกครั้ง ร่างของเด็กสาวบิดไปมาบนเตียง ท่ามกลางความเงียบที่ได้ยินเพียงเสียงร้องที่ดังขึ้นด้วยความเจ็บปวด เสียงหอบหายใจถี่ที่ยังคงดังต่อไปเรื่อยๆ
จะไม่ยอมตาย…ไม่ว่ายังไงก็จะไม่มีทางยอมแพ้
จนกว่าโคโนเอะจะถูกทำลาย
ฉันจะไม่ยอมตายเด็ดขาด!
ราตรีนี้ช่างแสนยาวนานนัก…เมื่อไร่ที่แสงทองแห่งรุ่งอรุณจะสาดส่อง?
******
รุ่งเช้า…หอนักเรียนหญิงแผนกมัธยมปลาย โรงเรียนมาโฮระ
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นที่ประตูหน้าห้อง ส่งผลให้ร่างบางและเพื่อนร่วมห้องหันขวับไปมองด้วยความสงสัย เพราะนี่เป็นเวลาค่อนข้างเช้า พวกเธอเองก็เพิ่งตื่นกันได้ซักพัก อาซึนะพยักเพยิดให้โคโนกะเดินไปเปิด ทำให้เด็กสาวเจ้าของผมสีน้ำตาลที่กำลังพับผ้าห่มต้องละออกไปเปิดประตูให้แขก
“ อ้าว…เซ็ตจัง? ”
โคโนกะเรียกชื่อคนรัก เมื่อพบว่าบุคคลที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเป็นสาวนักดาบที่แต่งชุดนักเรียนเสร็จแล้ว เซ็ตซึนะยิ้มให้ก่อนพูดว่า
“ อรุณสวัสดิ์ค่ะ พอดีดิฉันตื่นเช้ากว่าทุกวัน มีเรื่องจะคุยกับโคโนจังด้วย รบกวนเร็วนิดนึงนะคะ จะได้ไปคุยที่โรงเรียนได้ ”
“ ออ…งั้นเข้ามารอข้างในก่อนละกันนะ เมื่อคืนไม่ค่อยได้นอนหรอ? ”
เอ่ยชวนก่อนจะเดินนำเข้าไป ในขณะที่เซ็ตซึนะก้าวเดินตามไปในห้อง หันไปหาอาซึนะพลางพูดว่า “ โอะจามาชิมัส (ขอรบกวนหน่อยนะคะ) ” อาซึนะที่กำลังนั่งตรวจการบ้านหันมาพยักหน้าให้ยิ้มๆ ก่อนที่เด็กสาวผมดำจะหันไปตอบคำถามคนรัก
“ ค่ะ คิดเรื่องอะไรเรื่อยเปื่อย แต่ก็ไม่ได้ง่วงมากหรอกค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ”
“ งั้นก็ดีแล้วล่ะจ้ะ วันนี้มีเข้าชมรมด้วยใช่มั้ยล่ะ? จะได้มีแรงไปซ้อมให้รุ่นน้องได้ ”
พูดพลางจัดที่นอนไปเรื่อย ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้า แต่งตัว โดยที่โคโนกะไม่ได้หันมามองสีหน้าของคนรักที่กำลังนั่งรออยู่ว่าเป็นเช่นไร เซ็ตซึนะขมวดคิ้วเครียดๆ เมื่อนึกว่าตัวเองจะต้องไปช่วยซ้อมให้กับรุ่นน้องในชมรม และหนึ่งในนั้นจะต้องมีมิซึกิอยู่ด้วย นักดาบสาวกำมือของตัวเองแน่น เหมือนตั้งใจว่าจะตัดสินใจทำบางอย่าง
“ ดูเหมือนคุณเซ็ตซึนะจะรีบ โคโนกะไปกับคุณเซ็ตซึนะก่อนเลยก็ได้นะ เดี๋ยวฉันตามไป ”
อาซึนะตะโกนบอกเพื่อนร่วมห้อง ก่อนจะนักดาบสาวนิ่ง เพราะดูท่าทางเรื่องที่จะคุยคงเป็นเรื่องที่สำคัญน่าดู ไม่งั้นเซ็ตซึนะคงไม่มาแต่เช้าตรู่แบบนี้ เมื่อเห็นนักดาบสาวมีทีท่ากังวลอย่างเห็นได้ชัดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“ คุณเซ็ตซึนะ? ดูกังวลนะ ”
นักดาบสาวหันไปมองอาซึนะ ถอนหายใจแล้วตอบว่า
“ ดิฉันแค่…รู้สึกผิดต่อโคโนจังนะค่ะ ” พูดพลางเหลือบมองคนรักที่กำลังล้างหน้าอยู่ในห้องน้ำ เสียงก็อกน้ำที่เด็กสาวเปิดดังลอดออกมาข้างนอก อาซึนะมองตามสายตาก่อนจะถามต่อไป
“ ทำอะไรให้โคโนกะเสียใจหรอ? แต่ไม่เห็นเขาโกรธอะไรนี่นา? ”
“ โคโนจังไม่ได้เสียใจหรอกค่ะ เพียงแต่…ตัวฉันเองต่างหากที่เสียใจ รู้สึกว่าตัวเองทำสิ่งที่ผิดต่อโคโนจัง ”
เพราะหลายครั้งที่ต้องโกหก เลยรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีต่อคนรักมาก การโกหกเป็นสิ่งที่เธอไม่ชอบ…และโคโนกะเองก็ไม่ชอบเช่นกัน แม้ว่าบางครั้งเธอจะโกหกเพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของโคโนกะ แต่เธอรู้ดีว่าครั้งนี้มันแตกต่างออกไป เป็นสิ่งที่เธอไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่เธอกลับเลือกที่จะกระทำ
“ รู้สึกว่าทำไม่ดีงั้นหรอ? ” อาซึนะถามต่อ แต่ก็ต้องเงียบเมื่อเห็นเด็กสาวผมสีน้ำตาลเดินออกมาในสภาพชุดนักเรียนมัธยมปลาย เธอหันไปสบตากับนักดาบสาวแล้วพยักหน้าเป็นเชิงบอกว่า เอาไว้ก่อนละกัน ก่อนจะหันไปทำการบ้านของตัวเองต่อไป
เซ็ตซึนะหันไปยิ้มให้คนรักพลางลุกขึ้นยืน “ งั้นไปกันเถอะค่ะ ”
โคโนกะมองมือที่คนรักยื่นมา หัวเราะเบาๆก่อนจะจับมือนั้นไว้แล้วเดินออกไปด้วยกัน
ระหว่างทางที่ทั้งคู่เดินมาจนใกล้จะถึงอาคารเรียน เนื่องจากเป็นเวลาเช้าตรู่ ทำให้ไม่ค่อยมีนักเรียนเท่าไร่ นักดาบสาวที่ไม่พูดอะไรตลอดทางเดินจูงมือมาที่สวนหลังห้องดนตรี เธอพาคนรักมายืนใต้ต้นไม้ใหญ่ กิ่งก้านใบแผ่เป็นร่มเงาปกคลุมทั้งคู่เอาไว้
“ มีเรื่องจะคุยใช่มั้ย? ” โคโนกะถามยิ้มๆ แต่เมื่อเห็นสีหน้าของคนรักที่เหมือนโศกเศร้าก็ต้องหุบยิ้มทันที แปรเปลี่ยนเป็นความกังวล “ เซ็ตจัง? ”
เซ็ตซึนะที่ก้มหน้าด้วยความเสียใจจับมือของโคโนกะขึ้นมา เธอยกมือซ้ายขึ้นมาประกบ สูดลมหายใจลึกๆก่อนถอนออกมายาวนาน
“ ดิฉัน…อยากจะบอกเรื่องคุณมิซึกิค่ะ ดิฉันรู้สึกไม่สบายใจที่โกหกโคโนจัง ขอโทษนะคะ…ทั้งที่โคโนจังไม่ชอบการโกหกแท้ๆ ”
เมื่อเห็นโคโนกะรับฟังโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า ทำให้นักดาบสาวพูดต่อ
“ วันที่เราไปห้องสมุดกันวันนั้น คนที่จูบดิฉันคือคุณมิซึกิค่ะ ดิฉันไม่รู้มาก่อนว่าเธอจะเป็นนักเรียนมาโฮระด้วย ตอนนี้…คุณมิซึกิก็เพิ่งมาเข้าชมรมเคนโด้อีก ดิฉันไม่ทราบว่าคุณมิซึกิต้องการอะไร แต่เหมือนเธอต้องการจะทำอะไรบางอย่างกับโคโนจัง เธอ…ไม่ได้ประสงค์ดีกับโคโนจัง ”
เมื่อเซ็ตซึนะพูดจบ เธอก็มองคนรักด้วยท่าทางกล้าๆกลัวๆ โคโนกะที่ได้ฟังเบิกตากว้าง เพราะเธอเพิ่งทราบว่าคนที่จูบกับคนรักในวันนั้นเป็นมิซึกิซึ่งเป็นคนใกล้ตัวที่เธอเพิ่งรู้จัก แถมเด็กสาวคนนั้นยังมาเข้าชมรมเคนโด้อีก โคโนกะคิดต่อไป ว่าในเมื่อมิซึกิต้องการแก้แค้นตระกูลโคโนเอะจริง ทำไมถึงไม่มาเข้าชมรมที่เธออยู่ แต่กลับไปเข้าชมรมเคนโด้ของคนรักแทน
โคโนกะไม่อยากจะคิด…ว่ามิซึกิทำเพื่อใกล้ชิดกับคนรักของเธอ เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมเซ็ตซึนะถึงได้ทำแววตาห่วงใยต่อมิซึกิ เด็กสาวคนนั้นคงจะคุยกับเซ็ตซึนะมาได้ซักพัก โดยที่เซ็ตซึนะไม่ยอมบอกอะไรเธอเลย
โคโนกะเริ่มรู้สึกกลัวในความสัมพันธ์ของตัวเอง เป็นครั้งแรกที่เธอมีความรู้สึกกังวลในตัวของคนรัก ทั้งที่แต่ก่อนไม่ว่านักดาบสาวจะทำอะไร เธอกลับไม่เคยรู้สึกหึงหวงมาก่อน เพราะเธอไว้ใจคนรักได้ แต่ยอมรับว่าตอนนี้…ความไว้ใจที่มีเริ่มหดหายไป
คุณหนูแห่งตระกูลโคโนเอะสีหน้าจริงจัง ถามด้วยเสียงราบเรียบว่า
“ นี่…เซ็ตจังรักฉันมั้ย? ”
“ คะ…? ”
เซ็ตซึนะสะดุ้งกับคำถาม เพราะจู่ๆคนรักก็ถามคำถามที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่คุยออกมา ตอนแรกนักดาบสาวทำหน้างง แต่เมื่อเห็นสีหน้าและน้ำเสียงของคนรักก็นิ่ง
นักดาบสาวนิ่งเงียบ ถ้าเป็นทุกครั้งที่ได้ยินคำถามนี้ เธอยินดีที่จะตอบไปในทันทีว่า ‘รัก’ หากแต่ครั้งนี้กลับเหมือนมีบางสิ่งจุกอยู่ในลำคอ ดวงตาสีนิลจ้องมองไปที่ดวงตาของคนรักด้วยแววตาที่ยากจะอ่านได้ ไม่ใช่ไม่รัก…แต่ว่า…
“ ฉันรักเซ็ตจังนะ…เซ็ตจังล่ะ? รักฉันหรือเปล่า? ”
โคโนกะถามอีกครั้ง เธอฝืนยิ้มให้คนรักของตน เด็กสาวรู้ดีว่าตอนนี้เสียงเธอสั่น แต่โคโนกะก็พยายามควบคุมให้ทุกอย่างเป็นปกติได้ จนคนรักไม่ทันสังเกตเห็น มือเรียวยื่นขึ้นไปจับใบหน้าของนักดาบสาวอย่างแผ่วเบา โหยหา
พูดสิ…รัก…โกหกก็ได้
จะโกหกอีกกี่ครั้ง…ไม่ว่ายังไงฉันก็ให้อภัยเธอเสมอ
ขอแค่ครั้งนี้เท่านั้น
ไม่ว่าเธอจะพูดความจริง…หรือเธอจะพูดคำโกหก
ได้โปรด
พูดว่า ‘รัก’ ทีเถอะ…เซ็ตจัง
“ ดิฉันก็เหมือนกันค่ะ โคโนจัง ”
เซ็ตซึนะตอบก่อนจะยกมือที่กุมอยู่ขึ้นมาประทับริมฝีปาก…บนใบหน้าของโคโนกะที่แม้จะสีหน้าเรียบเฉย มองดูคนรักที่กำลังจูบหลังมือของตน ความสุขที่เคยได้รับมันแปรเปลี่ยนเป็นความเศร้า…ภายในใจกำลังร้องไห้ เต็มไปด้วยความขมขื่น
นักดาบสาวไม่ได้บอกว่า ‘รัก’…เป็นครั้งแรกที่เซ็ตซึนะไม่บอกรักตอบ แม้ความหมายจะไม่แตกต่าง…แต่คำว่า ‘รัก’ คำเดียวกลับมีค่ายิ่งกว่า
เมื่อเซ็ตซึนะเงยหน้าขึ้น โคโนกะประคองใบหน้าของคนรักเอาไว้ ก่อนจะเคลื่อนหน้าเข้าไปจูบ สัมผัสที่คุ้ยเคย…หอมหวาน…ตอนนี้กลับเจือด้วยความขมขื่น นักดาบสาวรับสัมผัสนั้นโดยไม่ทราบความรู้สึกของคนมอบที่เจ็บปวดแค่ไหน
รสจูบเนิ่นนาน สายลมพัดผ่านร่างของทั้งคู่ กิ่งไม้กระทบกันไปมา…โคโนกะอยากให้เวลาหยุด ณ วินาทีนี้เหลือเกิน…
สายตาคู่หนึ่งจ้องมองการกระทำของทั้งคู่ ก่อนที่แผ่นหลังจะพิงกำแพงอาคารที่หัวมุมตึก ร่างบางนั่งกอดเข่ากับพื้นเงียบๆ น้ำตาไหลอาบแก้มข้างหนึ่ง คิดถึงคำพูดของบุรุษปริศนาเมื่อคืน
‘…เธออาจจะเป็นกระจกไร้ค่าน่ะสิ’
‘ระวังอย่าให้ตกหลุมพรางที่ตัวเองสร้างไว้ก็แล้วกัน…’
ถ้าตกหลุมที่ตัวเองสร้างไว้…จะทำยังไงดีล่ะ!?!
ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนไป…ไม่มีทางเหมือนเดิมอีกแล้ว
ทางที่คุณเลือกเดินมา…ไม่มีทางย้อนกลับอีกต่อไป
---จบบทที่8---
ครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายใน 2 เดือน(คือเดือนนี้และเดือนหน้า) หรืออาจจะมีตอนต่อไปมาอยู่นะคะ ต้องดูเวลาที่นัทว่างๆด้วย
เดือนี้จะมีแต่ตารางอ่านหนังสือโหดนรกมา เหอะๆ
(ที่แต่งตอนนี้ได้เพราะเป็นช่วงสอบปลายภาค ทำให้ยังไม่ต้องเร่งอ่านโอเน็ตมากนัก แต่ถ้าจบสอบเมื่อไร่ นรกก็จะมาแล้วล่ะค่ะ เอิ๊กๆ)
ช่วงนี้นัทอาจจะไม่ค่อยได้ตรวจคำผิด แต่งเสร็จก็รีบลง เพราะไม่ค่อยอยากเปิดคอมนาน
เลยไม่ค่อยได้เมนต์อะไรที่บอร์ดเท่าไร่ - -*
ขอคำแนะนำด้วยค่ะ^^"a ติชมได้ ขอบคุณคนอ่านและคนเมนต์เช่นเคยค่ะ
Edited by RayChan, 02 February 2010 - 06:44 PM.
1 user(s) are reading this topic
0 members, 1 guests, 0 anonymous users



















